รู้จักเครือข่าย
งานเครือข่าย
การทำงานกับ รพ. ของกลุ่ม
กว่าจะถึงวันนี้ "ยาต้าน"...
ชมรมจัดซื้อยา
การต่อสู้เรื่องสิทธิบัตร
 สมาชิกเครือข่าย
LINKS
สำนักโรคเอดส์
FTA watch
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์
สำนักงานหลักประกัน
สำนักงานประกันสังคม
ประชาไท
มพบ.
ตรวจเลือด...ต้องสมัครใจ

 

2กุนซือศก.-อดีตกับปัจจุบัน การค้าโลกคนละมุม "สมคิด"ดันFTA-     "ศุภชัย"ชูWTO
   
 

 
"สมคิด จาตุศรีพิทักษ์"  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

จากการเดินทางไปร่วมประชุมเอเปคที่เวียดนามในช่วงที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพบกับผู้นำของประเทศต่างๆ ทำให้พบว่า ขณะนี้ มีพันธกิจจำนวนมากที่ต้องสะสาง ทั้งในส่วนของการเจรจาเอฟทีเอ (ข้อตกลงเขตการค้าเสรี) ระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่คงจะต้องมีการเจรจากันหลายรอบเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย และยังต้องมีการชี้แจงข้อมูลให้ประชาชนรับทราบถึงผลประโยชน์ในการเจรจาครั้งนี้ว่า ไทยจะไม่เป็นเพียงประเทศที่ส่งมอบของขวัญล้ำค่าให้กับต่างชาติ

นอกจากนี้ ในส่วนของการเจรจาความร่วมมือทางการค้ากับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้ การเจรจาสำเร็จลุล่วงไปแล้วกว่า 99% และทางการญี่ปุ่นก็ต้องการให้มีการลงนามก่อนที่นายจุนอิชิโร โคอิซูมิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจะก้าวลงจากตำแหน่ง ในขณะที่รัฐบาลไทยยังอยู่ระหว่างการรักษาการ ซึ่งจะต้องมีการหารือกันภายในว่าจะมีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใดที่จะร่วมลงนามในครั้งนี้

นอกจากนี้ ในส่วนของการเจรจาทางการค้า ด้านส่งออกสินค้าผักและผลไม้ไปยังประเทศจีน ไทยก็ควรจะต้องรุกมากกว่านี้ โดยเฉพาะการผลักดันให้ความสำคัญระหว่างไทยกับจีนเป็นมากกว่าแค่ประเทศที่ทำการค้า โดยเฉพาะการส่งตัวแทนเข้าเจรจากับผู้นำมณฑล 11 มณฑลใหญ่ของจีน ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนในการทำธุรกิจการค้าระหว่าง 2 ประเทศ มากกว่าแค่การเจรจากับรัฐบาลส่วนกลาง ซึ่งเป็นผู้ควบคุมนโยบาย

ทั้งนี้ จากการที่ได้เดินทางไปเวียดนาม พบสิ่งที่น่ากังวลใจสำหรับไทย คือ การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเวียดนาม เนื่องจากปัจจุบันถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพ ทั้งในเรื่องของปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถของคน โดยเฉพาะเรื่องระบบสารสนเทศ

ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คงต้องยอมรับว่าภายหลังการก้าวเข้ามาบริหารประเทศของพรรคไทยรักไทย ได้มีการพัฒนาประเทศหลายอย่าง โดยเฉพาะการกู้วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ให้เข้าสู่สภาพปกติ และมีการต่อยอด โดยเฉพาะการชูภาพลักษณ์ของประเทศให้เป็นประตูแห่งอาเซียนที่จะเปิดให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุน ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจของไทยหายใจรดต้นคอประเทศมาเลเซีย

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นแก้ปัญหาระบบเศรษฐกิจในประเทศที่อ่อนแอด้วยการเร่งรัดนโยบายการส่งออกสินค้า ในลักษณะของการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งในเร็วๆ นี้คงจะเห็นได้จากตัวเลขจีดีพีในไตรมาสแรกที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะมีการแถลง ซึ่งจะเป็นตัวเลขที่สูงและน่าพอใจ อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องการส่งเสริมให้นักธุรกิจมีการพัฒนาระบบการส่งออกสินค้าก็ยังมีอุปสรรคเล็กน้อย เพราะหลายคนยังไม่เข้าใจ จึงทำให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นเพียงประเทศผู้รับจ้างผลิตสิ่งของเท่านั้น

ดังนั้น ในช่วงขณะนี้ที่ไทยกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาต่อเนื่อง แต่ก็มีอุปสรรคเกิดขึ้น จนทำให้มีลักษณะเหมือนหยุดการพัฒนา และกำลังจะถอยหลัง ถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงและอยากเรียกร้องให้คนไทยหันกลับมามองผลประโยชน์ของชาติ โดยการร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าต่อไป

การก้าวไปข้างหน้าของไทย ควรจะเน้นเรื่องการพัฒนาคน โดยเฉพาะเด็กรุ่นหลังที่จะขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งไม่ควรคำนึงถึงเรื่องความเก่งกาจเพียงอย่างเดียว แต่ควรเน้นปลูกฝังจริยธรรม เพราะน่าจะส่งผลประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่า


"ศุภชัย พานิชภักดิ์" เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด)

(อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์)


เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันแม้จะมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีความสับสนเกิดขึ้นมาก แต่มองว่าแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในทิศทางที่ดี สังเกตได้จากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของเศรษฐกิจติดต่อกันในอัตรา 4% ต่อปี เป็นผลจากปัจจัยต่อไปนี้ 1.ประเทศในแถบอาเซียน และมหาอำนาจใหม่ของโลก อาทิ จีน อินเดีย บราซิล เริ่มเข้ามามีบทบาทในการเจรจาในเวทีการค้าโลกมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคมีสินค้าหลากหลายชนิดมาให้เลือกมากขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเห็นได้ชัดจากผลกระทบทางด้านราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงมากจากอดีต หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในอดีตเมื่อ 20 ปีก่อน เศรษฐกิจโลกคงล่มสลายไปแล้ว สินค้าจะมีราคาแพงมาก ดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงมาก แต่ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น และในทางตรงกันข้ามประเทศที่เข้ามาร่วมเหล่านี้ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องสินค้าอุปโภคที่มีราคาสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เช่น ยางพารา และน้ำตาล ซึ่งในส่วนยางพาราก็เป็นผลจากปัจจุบันมีหลายประเทศมีความต้องการใช้สูง ส่วนน้ำตาลก็มีการนำไปผลิตเป็นเอทานอล ก็เป็นสินค้าที่หลายประเทศต้องการสูงมากเช่นกัน

2.หลังจากผ่านพ้นช่วงวิกฤตเมื่อปี 2540 ซึ่งส่งผลให้อุตสาหกรรมหลายประเภทล่มสลายไป โดยเฉพาะด้านไอที ธนาคารกลางของประเทศหลายแห่งได้มีการอัดฉีดเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจของโลก ส่างผลให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจของโลกยังดีอยู่ แต่เป็นเรื่องธรรมดาที่ว่าสิ่งที่ดีมักย่อมมีอันตรายแอบแฝงโดยเฉพาะหากเกิดความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างประเทศ เห็นได้จากปัจจุบันที่สหรัฐเริ่มขาดดุลการค้าเพิ่มมากขึ้นกว่า 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นไปอีก

สัญญาณที่เป็นตัวชี้ให้เห็นประเด็นเหล่านี้ก็เกิดขึ้นจากปัจจัยดังนี้ 1.แนวโน้มที่เกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มชะลอตัว 2.ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ เริ่มพยายามสอนให้คนรู้จักการออมเงินมากขึ้น จึงมีการชะลอตัวในเรื่องการอัดฉีดเงิน อาจจะส่งผลทำให้การเปลี่ยนแปลงด้านดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 3.แนวโน้มการเจรจา โดยเฉพาะที่เป็นสาระสำคัญของประเทศกำลังพัฒนา อาทิ สินค้าเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูป และภาคบริการ อาจจะมีการชะลอตัวลง และ 4.นโยบายของประเทศมหาอำนาจและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ในการดูแลประเทศด้อยพัฒนาในลักษณะพิเศษ จะมีแนวโน้มชะลอตัวลง ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศด้อยพัฒนาสะดุด และส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจโลกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่ขณะนี้เริ่มมีการพูดถึงเอฟทีเอ (ข้อตกลงเขตการค้าเสรี) ซึ่งเป็นการเจรจาแบบทวิภาคีก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เนื่องจากล่าสุดธนาคารโลกและองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ก็สำรวจข้อมูลพบว่าประเทศที่มีขนาดเล็กหากมีการเจรจาเอฟทีเอกับประเทศมหาอำนาจก็อาจไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร เพราะการเจรจาลักษณะนี้หากจะได้รับประโยชน์สูงสุดควรเป็นประเทศที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ผู้บริหารประเทศต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ และโดยส่วนตัวเชื่อว่าการเจรจาแบบพหุภาคีน่าจะเป็นแนวทางที่ดีมากกว่า

ในส่วนของไทยที่เกี่ยวกับการเจรจาเอฟทีเอ อยากจะฝากไว้ว่าต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่อาจต้องสูญเสียไป ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการรักษาพยาบาล สิทธิด้านแรงงาน เพราะการเจรจาอาจมีการสร้างเงื่อนไขบางประการที่ทำให้ไทยเสียประโยชน์

จากประสบการณ์ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก ระบบเศรษฐกิจที่น่าจะมีความเหมาะสมสำหรับประเทศที่ด้อยพัฒนาน่าจะเป็นประเด็นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนี้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) กำลังเตรียมการนำเรื่องเข้าที่ประชุมก่อนที่จะทำเป็นหนังสือและมีการนำตัวอย่างแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไปเผยแพร่ให้กับประเทศที่สนใจได้เข้ามาศึกษา เพราะระบบการค้าในโลกยุคนี้สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่จะต้องแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะการค้าถือเป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการพัฒนาประเทศให้เกิดผลตอบแทนที่ดี

ในนามส่วนตัว ขอเรียนอย่างจริงใจว่าทุกวันนี้แม้จะต้องไปทำงานอยู่ในที่ห่างไกลประเทศไทย แต่หากมีโอกาสก็ยังคิดเสมอในเรื่องของการที่จะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศของเราเพื่อจะได้รับการยกย่องในเวทีการค้าโลก
 

ที่มา :หนังสือพิมพ์มติชนประจำวันที่ 5 มิถุนายน 2549

 

 
 
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศทย
494 ซอยนครไทย 11 ลาดพร้าว 101 คลองจั่น บางกะปิ กรุงเทพ 10240
โทร. (66)2377-5065 แฟกซ์ (66) 2377-9719 E-mail : tnpth@thaiplus.net