|
หลังจาก
เมื่อวันจันทร์ที่
7
สิงหาคมที่ผ่านมา
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์
ประเทศไทย
ได้ไปชุมนุมเรียกร้องที่หน้าบริษัทแกล็กโซสมิทไคล์น
ให้ถอนคำขอสิทธิบัตรยาต้านไวรัสคอมบิด
(Combivir)
เนื่องจากยาไม่มีความใหม่และไม่มีการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น
ซึ่งในวันเดียวกันนั้น
เครือข่ายผู้ติดเชื้อและภาคประชาสังคมอินเดียก็ได้มีการประท้วงและยื่นข้อเรียกร้องเช่นเดียวกัน
ต่อมาในวันพุธที่
9
สิงหาคมที่ผ่านมา
บริษัทแกล็กโซสมิทไคล์นได้ส่งหนังสือชี้แจงไปยังเครือข่ายระบุว่า
เมื่อเดือนมิถุนายน
พ.ศ.2549
บริษัทฯได้สั่งการให้ตัวแทนที่ยื่นคำขอสิทธิบัตรในประเทศในประเทศไทยและอินเเดียยื่นถอนคำขอสิทธิบัตรดังกล่าว
ดังนั้น บริษัทฯ
จึงไม่มีความคุ้มครองสิทธิบัตรสูตรเฉพาะยา
Combid/Combivir
ในประเทศไทยและอินเดียแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า
สำนักงานทนายความ
ดำเนิน สมศักดิ์
บุญมา
ซึ่งเป็นตัวแทนที่ยื่นคำขอสิทธิบัตรยาคอมบิดให้กับบริษัทแกล็กโซสมิทไคล์น
เพิ่งยื่นหนังสือขอละทิ้งคำขอสิทธิบัตรต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา
เมื่อวันอังคารที่
8
สิงหาคม
1
วันหลังจากที่เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯไปประท้วงหน้าบริษัท
ซึ่งขณะนี้
คณะกรรมการสิทธิบัตรกำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร
นายวิรัตน์ ภู่ระหงษ์
ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์
ประเทศไทย กล่าวว่า
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สะท้อนถึงปัญหาการพิจารณาสิทธิบัตรและระบบทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย
เพราะในขณะที่บริษัทฯรู้ตัวว่า
คำขอไม่ดีพอที่จะได้สิทธิบัตร
แต่คณะกรรมการ
และคณะอนุกรรมการพิจารณาสิทธิบัตรมีความพยายามที่จะให้สิทธิบัตรมาโดยตลอด
ปัญหาเหล่านี้
จะยิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น
หากมีเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐฯ
มีผลบังคับใช้
เพราะข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ
นอกจากการต้องการขยายสิทธิบัตร
ต้องการผูกขาดข้อมูลแล้ว
ยังพยายามเร่งรัดและรวบรัดกระบวนการออกสิทธิบัตร
แม้ในขณะนี้ที่ยังไม่มีเอฟทีเอ
ไทย-สหรัฐฯ
แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญากำลังแก้ไขพระราชบัญญัติสิทธิบัตร
โดยตัดสิทธิการคัดค้านก่อนที่จะออกสิทธิบัตร
หรือที่เรียกว่า
Pre-grant Opposition
ไปเป็นคัดค้านหลังการออกสิทธิบัตรแทน
จะยิ่งทำให้การออกสิทธิบัตรไม่มีความรอบรอบเลย
ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์
ประเทศไทย ระบุว่า
การที่เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯลุกขึ้นมาต่อสู้เรื่องนี้
ไม่ใช่เฉพาะยาต้านไวรัสเท่านั้น
แต่หากปล่อยให้ยาที่ไม่มีการประดิษฐ์ใหม่ได้รับสิทธิบัตรอย่างง่ายๆ
ยาสำหรับโรคเรื้อรังอื่นๆ
เช่น โรคหัวใจ
โรคมะเร็ง โรคไต
ฯลฯจะได้รับผลกระทบไปด้วย
การปล่อยให้มีการผูกขาดสิทธิบัตรอย่างไม่มีความเหมาะสมเช่นนี้
จะทำให้ยามีราคาแพง
คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงยา
และจะทำลายระบบหลักประกันสุขภาพที่ประเทศไทยกำลังดำเนินอยู่
เพราะไม่มีงบประมาณมากเพียงพอมารองรับค่าใช้จ่าย
ทางด้านนายพอล
คอว์ธอร์น
ผู้อำนวยการองค์การหมอไร้พรมแดน
เบลเยี่ยม
(ประเทศไทย)
กล่าวว่า
ชัยชนะของภาคประชาสังคมไทยที่สามารถกดดันให้บริษัทยาข้ามถอนคำขอสิทธิบัตรครั้งนี้
ไม่ใช่เป็นชัยชนะของคนไทยเท่านั้น
บริษัทฯระบุว่า
ได้ถอนคำขอสิทธิบัตรในอินเดียด้วย
ซึ่งอินเดียมีอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญที่ผลิตยาเพื่อการบริโภคในประเทศกำลังพัฒนาถึงร้อยละ
80
ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม
ไม่ใช่บรรษัทยาข้ามชาติทุกบริษัทจะมีสำนึก
อย่าง บริษัทแกล็กโซ
ที่รู้ตัวดีว่า
ยาของบริษัทไม่มีคุณสมบัติพอที่จะขอสิทธิบัตรจึงตัดสินใจถอนคำขอ
แต่ยังมีอีกหลายบริษัทที่มีพฤติกรรมเลวร้ายในการแสวงหากำไรบนชีวิตคน
ซึ่งต้องอาศัยแรงกดดันจากภาคประชาสังคมเพื่อให้บริษัทเหล่านี้เปลี่ยนพฤติกรรม
อย่างในกรณีของบริษัทแอ็บบอท
(Abbott)
ที่ผลิตยาต้านไวรัส
Kaletra
ในรูปแบบที่ดีขึ้น
ผลข้างเคียงน้อยลงเพื่อขายเฉพาะตลาดในสหรัฐอเมริกา
แต่ไม่ยอมขายหรือมาขึ้นทะเบียนตำรับในประเทศกำลังพัฒนา
โดยเอายาตกรุ่นมาทำตลาดในประเทศกำลังพัฒนาแทน
และถึงแม้ว่า ล่าสุด
บริษัทแอ๊บบอทจะประกาศลดราคายาให้ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีรายได้ระดับกลางอย่างประเทศไทย
จาก
2,700$
ต่อผู้ป่วยต่อปี
(102,600
บาท)
ไปอยู่ที่
2,200$
ต่อผู้ป่วยต่อปี
(83,600
บาท)
แต่ก็ยังเป็นราคาที่แพงมาก
ผู้อำนวยการองค์การหมอไร้พรมแดน
เบลเยี่ยม
(ประเทศไทย)
เปิดเผยด้วยว่า
วันนี้
ในการประชุมเอดส์โลกที่เมืองโตรอนโต
ประเทศแคนาดา
ธนาคารโลกได้นำเสนอรายงาน
การประเมินผลทางเศรษฐกิจของความมีประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายให้การรักษาเอชไอวีเอดส์ในประเทศไทย
(The Economic of
Effective AIDS
Treatment Evaluating
Policy in Thailand)
ซึ่งในการแถลงข่าวระบุ
3
ประเด็นที่สำคัญคือ
ข้อ
1.
โครงการให้ยาต้านไวรัสในไทยสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งคุณภาพ
และราคาโดยใช้ยาชื่อสามัญที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม
ข้อ
2.
การให้ผู้ติดเชื้อฯมีส่วนร่วมในการจัดการบริการร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ในโครงการฯของไทยทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น
และที่สำคัญที่สุดคือ
ข้อ
3.
ที่ธนาคารโลกมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลไทยหากลไกทางกฎหมายเพื่อทำให้ราคายาต้านไวรัสสูตรสำรอง
(Second Line Drugs)
ที่ต้องใช้ในโครงการหลักประกันสุขภาพมีราคาลดลง
ทั้งนี้
จากรายงานของธนาคารโลก
ถ้ารัฐบาลไทยไม่ดำเนินการใดๆ
จะต้องเพิ่มงบประมาณในโครงการถึง
5
เท่าในระยะเวลา
15
ปี
สิ่งที่ธนาคารโลกเสนอแนะคือ
ให้ไทยใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ
(Compulsory License)
หรือการใช้สิทธิโดยรัฐ
(Government Use)
เพื่อผลิตยาหรือนำเข้ายาซึ่งเป็นสิทธิของทุกประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก
(WTO)
จากตัวเลขของธนาคารโลกชี้ว่า
ด้วยการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิจะสามารถลดราคายาต้านไวรัสสูตรสำรองถึง
90%
สามารถลดภาระงบประมาณแผ่นดินถึง
127,000
ล้านบาทในระยะเวลา
2
ปีข้างหน้า
ซึ่งการบังคับใช้สิทธิเป้นเรื่องถือปฏิบัตืทั่วไปในประเทศพัฒนาแล้ว
แต่ในประเทศกำลังพัฒนาเกิดขึ้นน้อยมาก
เพราะรัฐบาลส่วนใหญ่เกรงการแซงชั่นจากรัฐบาลสหรัฐฯ
ทั้งๆที่เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของแต่ละประเทศ
ทั้งนี้
ผู้อำนวยการองค์การหมอไร้พรมแดน
เบลเยี่ยม
(ประเทศไทย)
กล่าวว่า
การเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมไทยเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในภาวะเช่นนี้
และที่ผ่านมากรณีของไทยเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีน้อยมากในโลก
ที่ผู้ป่วย
ผู้ติดเชื้อฯ
นักวิชาการ เภสัชกร
ทนายความ
องค์กรพัฒนาเอกชนทั้งในประเทศและระดับสากลร่วมมือกันทำงานเพื่อผลักดันการเข้าถึงยา
สิ่งที่ไทยยังขาดอยู่
คงเป็นรัฐบาลที่มุ่งมั่นและกล้าหาญมากกว่านี้
|