|
|
 |
| |
การต่อสู้เรื่องสิทธิบัตร
กรณียาดีดีไอ |
|
|
|
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ติดเชื้อไม่สามารถเข้าถึงยาได้คือ
การที่ยามีราคาแพงเนื่องจากมีการผูกขาดจากบริษัทยาต่างประเทศที่มีสิทธิบัตรยา
การเคลื่อนไหวที่สำคัญเมื่อปี
2542 มีการรวมตัวของเครือข่ายผู้ติดเชื้อ
ที่หน้ากระทรวงสาธารณสุข
โดยเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาเอาใจใส่ราคายาต้านไวรัส
โดยการยกกรณีของยาเม็ดดีดีไอมาเป็นกรณีตัวอย่าง
เนื่องจากเป็นตัวยาที่อยู่ในสูตรการกินยาหลายสูตร
รวมทั้งมีมูลเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่า
บริษัทบริสตอล ไมเยอร์
สควิปป์ หรือ บีเอ็มเอส
ไม่มีความชอบธรรมในการจดสิทธิบัตรยาตัวนี้
โดยการเคลื่อนไหวในครั้งนั้น
ทำให้องค์การเภสัชกรรมผลิตยาดีดีไอชนิดผงซึ่งไม่ติดเงื่อนไขสิทธิบัตรออกจำหน่าย
ต่อมา
เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ
ได้ดำเนินการฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิบัตรยาดีดีไอ
(ดูรายละเอียดในกรอบ) และท้ายที่สุดบีเอ็มเอส
ขอเจรจา โดยจะขอถอนสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา
นั่นหมายถึง ยาเม็ดดีดีไอ
ไม่มีสิทธิบัตรในประเทศไทยต่อไป
นับได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งในการต่อสู้ด้วยหลักการสำคัญคือ
ลดการผูกขาดการผลิตยาจากบริษัทยาข้ามชาติ
สนับสนุนให้มีการผลิตยาราคาถูกในประเทศ
เพื่อให้ผู้ติดเชื้อสามารถเข้าถึงยาได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมียาต้านไวรัสที่จำเป็นอีกหลายตัวที่ยังมีราคาแพงอยู่
และจะเป็นปัญหาหากผู้ที่ดื้อยาแล้วต้องเปลี่ยนสูตรยา
หากยายังราคาสูงอยู่ โอกาสและทางเลือกในการใช้ยาก็จะน้อยลง
นั่นหมายถึงว่า หนทางการต่อสู้เรื่องยาแพง
จะยังไม่จบง่ายๆ เราจะต้องเดินหน้าต่อสู้เรื่อง
"สิทธิบัตรยา"
ต่อไป |
|
สรุปการฟ้องเพิกถอนสิทธิบัตรยาดีดีไอ
เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์
และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
โดยการช่วยเหลือของสภาทนายความได้ดำเนินการฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิบัตรยาดีดีไอ
โดยในเบื้องต้นได้ดำเนินการฟ้องบีเอ็มเอส
ต่อ 'ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง'
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม
2544 ให้มีการกำหนดขนาดการใช้ยาที่ระบุในสิทธิบัตรให้ชัดเจน
ซึ่งจากเดิมในคำขอฉบับแรกมีการกำหนดขนาดไว้ที่
5 - 100 มิลลิกรัมต่อหน่วยการใช้ยา
แต่ในสิทธิบัตรฉบับปัจจุบันได้ปรากฏว่าขนาดของการใช้ยาไม่มีปรากฏในสิทธิบัตร
ทำให้ขอบเขตครอบคลุมอย่างกว้างขวาง
เป็นผลให้ผู้ผลิตรายอื่นไม่สามารถผลิตได้
หากผลิตก็อาจจะส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องเรื่องละเมิดสิทธิบัตรได้
ศาลได้เชิญกรมทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นจำเลยร่วม
ซึ่งศาลได้ตัดสินพิพากษาเมื่อวันที่
1 ตุลาคม 2545 โดยให้บีเอ็มเอส
และกรมทรัพย์สินทางปัญญาแพ้คดี
ต้องทำการแก้ไขในข้อถือสิทธิ์
ให้ระบุขนาด "จาก
5 -100 มิลลิกรัมต่อหน่วยขนาดใช้ยา"
ใน สิทธิบัตรเลขที่
7600 แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญา
และบีเอ็มเอส ได้อุทธรณ์คำสั่ง
และขอทุเลาคดี
ตุลาคม
2545 มีการฟ้องคดีที่
2 ฟ้องบีเอ็มเอส
และกรมทรัพย์สินทางปัญญา
เพื่อให้ศาลพิพากษาเพิกถอนสิทธิบัตรเลขที่
7600 (สิทธิบัตรยา
ddI) ในประเทศไทย
ขณะเดียวกัน ก็ได้มีการร้องขอต่อศาล
ให้มีการคุ้มครองชั่วคราวเพื่อให้องค์กรอื่นๆ
สามารถผลิตยาได้ในขณะที่กำลังดำเนินคดี
โดยไม่เป็นการละเมิดสิทธิ
ในช่วงนี้ เครือข่ายฯและองค์กรพันธมิตร์
ได้รณรงค์กับเพื่อนผู้ติดเชื้อและเอ็นจีโอ
ทั้งในประเทศและ
จากทั่วโลก ได้ร่วมกันส่งจดหมายถึงองค์การเภสัชกรรม
,กระทรวงสาธารณสุข
เพื่อให้เรียกร้องให้องค์การเภสัชกรรม
ฟ้องบีเอ็มเอส จนกระทั่ง
กระทรวงสาธารณสุข
มีคำสั่งให้องค์การเภสัชกรรม
เป็นโจทย์ฟ้อง
มกราคม
2547 บีเอ็มเอส ขอเจรจา
โดยจะขอถอนสิทธิบัตรหมายเลข
7600 จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา
ยา โดยมีข้อสรุปว่า
บีเอ็มเอส จะต้องดำเนินการถอนอุทธรณ์คดีที่
1 เครือข่ายผู้ติดเชื้อ
และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
จะถอนการฟ้องคดีที่
2 และบีเอ็มเอส จะต้องยื่นถอนสิทธิบัตรต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา
นั่นหมายถึง ยาเม็ดดีดีไอ
ไม่มีสิทธิบัตรในประเทศไทยต่อไป |
|
|
|
|
|
|
 |
|
 |
 |
เรื่องน่ารู้ |
|
|
ฉันคือเด็กคนหนึ่ง |
|
|
|
| |
|