หนึ่ง
เด็กส่วนใหญ่ที่เกิดจากแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี
จะไม่ติดเชื้อเอชไอวี |
ลูกมีโอกาสรับเชื้อเอชไอวีจากแม่
ใน ๓ ระยะ ได้แก่ |
|
|
ระยะก่อนคลอด
เนื่องจากรกอาจมีความผิดปกติ
เช่น การฉีกขาด หรือการติดเชื้อซิฟิลิสที่ทำให้รกอักเสบ
ซึ่งทำให้เชื้อเอชไอวีสามารถผ่านมาสู่ลูกได้
|
|
|
ระยะคลอด
เป็นระยะที่เสี่ยงสูง
เนื่องจากมีการสัมผัสสารคัดหลั่งและเลือดของแม่
โดยผ่านเข้าทางเยื่อบุหรือแผลของเด็กที่เกิดขึ้นระหว่างคลอด
|
|
|
ระยะหลังคลอด
เนื่องจากการดูดนมแม่
แม้ว่าในน้ำนมจะมีเชื้อเอชไอวีไม่มาก
แต่มีความเสี่ยงในการรับเชื้อ
เนื่องจากปริมาณน้ำนมที่เด็กได้รับนมมีจำนวนมาก
และเยื่อบุทางเดินอาหารยังไม่แข็งแรงพอ
|
|
| โดยทั่วไปทารกที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อเอชไอวี
จะมีโอกาสได้รับเชื้อประมาณ
ร้อยละ ๒๕ - ๓๐ แต่อัตราการติดเชื้อดังกล่าวสามารถลดลงเหลือร้อยละ
๒ - ๘ ถ้ามารดาได้รับยาต้านไวรัสตั้งแต่ในระยะใกล้คลอด
และเด็กได้รับต่อนาน
๑ - ๖ สัปดาห์ ร่วมกับการให้นมผสมแทนนมแม่
นอกจากนี้โอกาสการรับเชื้อเอชไอวีของลูกยังลดลงได้อีกโดยการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องก่อนการเจ็บครรภ์คลอดและก่อนที่จะมีน้ำเดิน
และแม่ที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสสูตร
๓ ตัว จะลดโอกาสในการติดต่อสู่ลูกได้มากเช่นกัน
ยาต้านไวรัสทุกตัวสามารถใช้ในหญิงตั้งครรภ์ได้
ยกเว้นเอฟฟาไวเร้นท์
และสูตรยาที่มีส่วนผสมของการใช้ร่วมกันระหว่างดีดีไอกับดีโฟร์ที
ดังนั้นเด็กที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อเอชไอวี
ส่วนใหญ่จะไม่ติดเชื้อ |
|
|
สอง
การรักษาด้วยยาต้านไวรัส
สามารถช่วยให้ภูมิคุ้มกันของเด็กที่ติดเชื้อเอชไอ
วีมีโอกาสสูงขึ้น
ลดการเจ็บป่วย |
| ยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็นยาที่ช่วยควบคุมไม่ให้ปริมาณเชื้อเอชไอวีในร่างกายเพิ่มขึ้น
ซึ่งจะทำให้ภูมิคุ้มกันมีโอกาสสูงขึ้น
และส่งผลให้ร่างกายเกิดความต้านทานต่อโรคฉวยโอกาส
ลดการเจ็บป่วย มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น
ตามมาตรฐานเด็กควรเริ่มยาต้านไวรัส
เมื่อระดับภูมิคุ้มกัน(ซีดี
๔) น้อยกว่าร้อยละ
๒๐ และผู้ดูแลควรมีความเข้าใจข้อมูลเกี่ยวกับยาต้านไวรัสอย่างรอบด้าน
ทั้งผลของยา อาการข้างเคียง
การวางแผนการกินยา
การกินยาตรงเวลา
และต่อเนื่อง และสามารถดูแลการกินยาของเด็ก
รวมทั้งการสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจกับเด็กเกี่ยวกับการกินยา
ดังนั้นเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีที่มีระดับภูมิคุ้มกัน(ซีดี๔)
น้อยกว่าร้อยละ ๒๐
ควรได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยอยู่ในความดูแลของแพทย์
ปัจจุบันการให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี
เป็นนโยบายของรัฐบาล
เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี
และได้จัดให้มียาต้านไวรัส
ไว้บริการในโรงพยาบาลต่างๆ
ครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว
โดยเริ่มที่โรงพยาบาลจังหวัด
|
|
|
สาม
เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีสามารถเรียนหนังสือและเติบโตมีชีวิตได้ตามปกติ |
คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจะเสียชีวิตภายใน
๒-๓ ปี สุขภาพไม่แข็งแรง
ความจริงเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีสามารถมีชีวิตยืนยาวและเติบโตได้ตามปกติ
หากได้รับการดูแลรักษาที่ดี
มีมาตรฐาน แต่การที่ติดเชื้อเอชไอวีมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง
เจ็บป่วยบ่อย เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาที่ได้มาตรฐาน
และทัศนะความเชื่อที่ว่าเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี
จะมีชีวิตที่ไม่ยืนยาว
ไม่คุ้มค่าการดูแลรักษา
รวมทั้งการขาดความเข้าใจในความก้าวหน้าของการรักษาของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแลบางคน
โรคฉวยโอกาสของเด็กทุกโรครักษาหาย
และบางโรคสามารถป้องกันได้
รวมทั้งการรักษาด้วยยาต้านไวรัสสามารถช่วยให้ภูมิคุ้มกันของเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีมีโอกาสสูงขึ้น
ลดการเจ็บป่วย สามารถเรียนหนังสือและเติบโตมีชีวิตได้ตามปกติ
|
|
|
สี่
ไม่มีใครติดเชื้อเอชไอวีจากการอยู่ร่วมกันกับเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี |
การที่เชื้อเอชไอวีจะเข้าสู่ร่างกายได้
จะต้องประกอบด้วยทั้ง ๓
ปัจจัย ดังนี้ |
|
|
มีแหล่งที่อยู่ของเชื้อเอชไอวี
หรือได้สัมผัสเชื้อ
ซึ่งเชื้อจะอยู่ในคน
โดยเกาะอยู่กับเม็ดเลือดขาว
และอยู่ในสารคัดหลั่งบางอย่างของร่างกาย
ที่พบมากคือ เลือด
น้ำอสุจิ และน้ำในช่องคลอด
|
| |
| |
ในน้ำลาย
มีเชื้อเอชไอวีอยู่น้อยมาก
หากติดต่อต้องมีปริมาณประมาณ
๘ ลิตร |
| |
ในน้ำนมมีเชื้ออยู่น้อยมากเช่นกัน
แต่เด็กทารกดูดน้ำนมเป็นปริมาณมาก
จึงมีโอกาสติดต่อ
|
| |
ในเหงื่อ
น้ำตา อุจจาระ
ปัสสาวะ ไม่มีเชื้อเอชไอวี |
|
|
|
มีปริมาณและความรุนแรงของเชื้อมากพอ
เชื้อไม่สามารถอยู่นอกร่างกายคน
สภาพแวดล้อมและสภาพในร่างกายบางอย่างที่ไม่เหมาะสม
มีผลทำให้เชื้ออยู่ไม่ได้
เช่น ความร้อน ความเป็นกรด
- ด่าง |
|
|
ต้องมีช่องทางเข้าของเชื้อ
เชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดได้
โดยผ่านทางเยื่อบุอ่อนที่ปลายอวัยวะเพศชาย
เยื่อบุอ่อนในช่องคลอด
รูหรือปลายท่อปัสสาวะ
กรณีที่มีความเสี่ยงทางบาดแผล
บาดแผลต้องเป็นแผลใหญ่และสด
|
|
ดังนั้นโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี
จากการที่อยู่ร่วมกับเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี
ไม่ว่าจะในกรณีของการเรียนด้วยกัน
การเล่นด้วยกัน การกินอาหารด้วยกัน
หรือการใช้สิ่งของร่วมกันในโรงเรียน
ไม่ได้มีปัจจัยครบ
๓ ประการ ที่จะทำให้เกิดการรับเชื้อเอชไอวีได้เลย
ส่วนกรณีเด็กกัดกัน
(เด็กติดเชื้อกัดเด็กไม่ติดเชื้อ
หรือเด็กไม่ติดเชื้อกัดเด็กติดเชื้อ)
ซึ่งคนจำนวนมากวิตกกังวลว่าจะทำให้เกิดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้นั้น
หากพิจารณาโดยปัจจัย
๓ ประการข้างต้น
จะเห็นว่าโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีจากกรณีดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้
และจากการศึกษาในต่างประเทศไม่พบกรณีที่ติดเชื้อเอชไอวีจากการกัดหรือถูกกัดเลย
|
|
|
ห้า
คุณจะไม่ติดเชื้อวัณโรคจากการอยู่ร่วมกับเด็กที่มีเชื้อเอชไอวีที่ป่วยเป็นวัณโรค
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเขาได้กินยามานานกว่า
๒ สัปดาห์ |
การติดต่อของเชื้อวัณโรคเกิดจากการสูดเอาเชื้อวัณโรค
ที่มีขนาดเล็กผ่านทางเดินหายใจเข้าสู่ปอด
โดยเชื้อนั้นมาจากการไอของผู้ป่วยวัณโรค
ซึ่งยังไม่ได้รับการรักษา
คนทั่วไปที่มีภูมิคุ้มกันปกติและเคยรับเชื้อวัณโรค
ส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๐
ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อได้
และจะไม่ป่วยเป็นวัณโรค
มีเพียงร้อยละ10
ที่มีโอกาสป่วย โดยร้อยละ
๕ จะป่วยภายใน ๒
ปีแรก อีกร้อยละ
๕ จะป่วยในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตเมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
ผู้ติดเชื้อเอชไอวีกับบุคคลทั่วไปที่ป่วยเป็นวัณโรค
มีการรักษาไม่แตกต่างกัน
และผู้ป่วยวัณโรคที่กินยารักษานานติดต่อกันเกิน
๒ สัปดาห์ จะไม่สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้
การควบคุมวัณโรคที่มีประสิทธิภาพ
อยู่ที่การค้นหาและตรวจผู้ที่เคยรับเชื้อ
ได้แก่ผู้ที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกับผู้ป่วย
และการให้การรักษาผู้ป่วยอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจนครบ
๖ เดือน การแยกผู้ป่วยที่อยู่ร่วมกันในบ้าน
ไม่ให้ประโยชน์แต่ส่งผลกระทบทางจิตใจ
ทำให้อาจไม่ได้รับความร่วมมือในการรักษาจนครบ
ยิ่งไปกว่านั้น มีจำนวนน้อยที่เด็กซึ่งติดเชื้อวัณโรคจะเป็นแหล่งในการติดต่อของเชื้อวัณโรค
เพราะการติดเชื้อวัณโรคในเด็กไม่ค่อยเกิดขึ้นที่ปอด
หรือก่อให้เกิดการไอ
แต่มักจะเกิดกับอวัยวะส่วนอื่น
ๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง
ซึ่งไม่สามารถแพร่เชื้อวัณโรคไปยังผู้อื่น
|
|
|
หก
ไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุผลที่ต้องแยกเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีไปอยู่โรงเรียนเฉพาะ
หรือสถานที่
อาคาร ที่พักเฉพาะแยกจากเด็กทั่วไป |
มีข้อสรุปที่ชัดเจนทั้งในระดับสากลและในประเทศไทยว่าการจัดตั้งโรงเรียน
สถานสงเคราะห์ สำหรับเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีโดยเฉพาะ
ไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหาเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี
เพราะไม่ว่าจะด้วยเหตุผลในเรื่องการติดต่อ
ซึ่งก็มีข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ว่าการอยู่ร่วมกับเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้ทำให้เกิดการติดต่อกันได้
หรือเหตุผลด้านสุขภาพของเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีก็ไม่จำเป็นที่ต้องแบ่งแยกเป็นพิเศษใด
ๆ ในการดูแลรักษา
เพราะโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีไม่ต่างจากเด็กทั่วไป
เช่น ปอดอักเสบ ท้องเสีย
ผิวหนังอักเสบ ในขณะเดียวกันการแยกเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ
และการดำเนินชีวิตในสังคมของเด็ก
เป็นการตีตราว่าเป็นเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี
เพราะสังคมจะรู้ทันทีว่าเด็กที่มาจากโรงเรียนนี้
สถานที่นี้ เป็นเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี
ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นในการที่จะแบ่งแยกเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจากเด็กอื่น
้การได้เติบโตภายใต้การดูแลของครอบครัวทำให้เด็กมีโอกาสที่จะได้รับการตอบสนองทางอารมณ์ความรู้สึก
มีผู้ดูแลที่ชัดเจนที่เด็กสามารถยึดเป็นที่พึ่งได้ทั้งในทางกายและจิตใจซึ่งถือเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานในการเติบโตของเด็กทุกคน
การแยกเด็กออกมาจากครอบครัวและชุมชนเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำหรือเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะกระทำ
การแจ้งให้โรงเรียนหรือบุคคลอื่น
ๆ ทราบว่าเด็กติดเชื้อเอชไอวีเป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้เพราะเป็นการละเมิดสิทธิเด็กในด้านการรักษาความลับส่วนตัวของเด็ก
การไม่แจ้งไม่เป็นความผิดทางกฎหมายแต่อย่างใด
ปัจจุบันสถานสงเคราะห์ของรัฐมีนโยบายและการดำเนินการให้เด็กที่อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์
ได้รับการเลี้ยงดูโดยครอบครัวอุปการะ
มากกว่าที่จะให้เด็กเติบโตในสถานสงเคราะห์
|
|
|
| เจ็ด
การนำเด็กไปตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก
หากการตรวจเลือดนั้นไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อผลประโยชน์ทางการรักษาของเด็กและผลประโยชน์นั้นอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง |
|
| เป้าหมายของการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีของเด็ก
จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการรักษาด้วยยาต้านไวรัส
และการป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาสบางชนิดที่พบบ่อยในเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีและมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าร้อยละ
๒๐ เช่น ปอดอักเสบจากเชื้อ
พีซีพี เชื้อราเยื่อหุ้มสมอง
และ ฝีในสมอง แต่หากเป็นการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีของเด็กเพื่อแยกเด็ก
หรือป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากการอยู่ร่วมกับเด็กนั้น
ไม่มีความจำเป็นและยังเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก
เพราะไม่พบว่ามีการติดเชื้อเอชไอวีในการอยู่ร่วมกัน |
|
|
แปด
เด็กทุกคนควรเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาและเอดส์ |
ควรให้การศึกษาเรื่องเพศกับเด็กทุกคนตามพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย
นอกจากนี้การบอกให้เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีรู้ถึงการติดเชื้อของตัวเอง
ด้วยเหตุผลเพียงว่าเด็กจะได้ไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น
นอกจากจะไม่ได้เป็นวิธีการที่จะลดการแพร่ระบาดของเอดส์ได้อย่างแท้จริง
ยังเป็นการละเมิดสิทธิเด็กด้วย
การจัดกระบวนการเรียนรู้
เพื่อให้เด็กมีความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเพศ
การประเมินและวางแผนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเพศและสุขภาพทางเพศ
รวมทั้ง โรคติดต่อทางเพศ
เป็นความจำเป็นสำหรับเด็กทุกคน
ไม่ใช่ให้การศึกษา
หรือระมัดระวังเฉพาะกับเด็กหรือผู้มีเชื้อเอชไอวีเท่านั้น
ปัจจัยเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีของคนส่วนใหญ่
มาจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันกับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี
และแนวทางการดำเนินงานเพื่อลดการแพร่ระบาดของเอดส์ที่มีประสิทธิภาพคือ
การให้การศึกษาเรื่องเอดส์และเพศศึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของทุกคนที่ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
หรือเฉพาะผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี
รวมทั้งเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีที่เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น
แต่เมื่อเด็กเติบโตขึ้นอาจมีความสงสัย
เริ่มมีคำถามว่าทำไมตัวเองต้องไปหาหมอ
ต้องกินยา ป่วยเป็นอะไร
การอธิบายหรือให้ข้อมูลกับเด็กเพื่อให้เด็กเข้าใจภาวะการเจ็บป่วยของตนเองหรือของพ่อแม่
เป็นสิทธิของเด็ก
ซึ่งต้องมีวิธีการที่เหมาะสมและคำนึงถึงผลกระทบต่าง
ๆ ที่จะตามมาต่อเด็กและครอบครัวด้วย
|
|
|
เก้า
ไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้การดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์เป็นพิเศษมากกว่า
เด็กทั่วไป |
เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ไม่ได้มีความต้องการพื้นฐานที่มากไปกว่าเด็กทั่วไป
ความต้องการพื้นฐานนั้นได้แก่
|
|
|
ความต้องการด้านกายภาพ
เช่น อาหารที่มีคุณค่า
ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า
ยารักษาโรคและการบริการที่ได้มาตรฐาน
อากาศ การได้รับการดูแล
พักผ่อน การพัฒนาสมองและการเรียนรู้
|
|
|
ความต้องการด้านอารมณ์
เช่น การได้รับความรัก
ความเข้าใจ ใส่ใจ
การเรียนรู้เท่าทันในการควบคุมและจัดการกับภาวะอารมณ์ที่ตึงเครียด
การสื่อสารแสดงความรู้สึก
|
|
|
ความต้องการด้านสังคม
เช่น การได้รับการยอมรับจากสังคม
กลุ่มเพื่อน ได้รับการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น
มีโอกาสในการร่วมกิจกรรมทางสังคม
มีส่วนร่วม สามารถแสดงความคิดเห็น
ได้รับการศึกษาที่เหมาะสม
|
|
|
ความต้องการด้านจิตวิญญาณ
เช่น การมีที่พึ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ
การมีความหวัง คุณค่าในชีวิต
แรงบันดาลใจ การมีส่วนร่วมในประเพณีหรือพิธีกรรมทางศาสนา
ที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดที่พึงทางใจ |
|
| แต่ทั้งนี้สิ่งที่เด็กได้รับผลกระทบจากเอดส์เผชิญอยู่นั้นเป็นภาวะที่ทำให้เด็กไม่ได้รับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานที่ควรได้รับเหมือนเด็กทั่วไป
ดังนั้นไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้การดูแลปกป้อง
คุ้มครอง เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์เป็นพิเศษมากกว่าเด็กทั่วไป
แต่มีความจำเป็นที่เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ต้องได้รับเท่าเทียมกับเด็กทั่วไป |
|
|
สิบ
เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์
มีศักยภาพในการเรียนรู้และรับรู้เหมือนเด็กทั่วไป
และสามารถมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง |
พัฒนาการด้านสติปัญญาและการเรียนรู้ของเด็ก
เริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา
และมีความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้า
ไปพร้อมๆ กับพัฒนาการในด้านอื่นๆ
ของเด็ก และมีความเชื่อมโยงกัน
อย่างแยกไม่ได้ จึงมีความจำเป็นที่
ต้องมีการจัดกระบวนการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กไปพร้อมๆ
กันในทุกๆ ด้าน โดยต้องคำนึงถึงความแตกต่างของเด็กแต่ละช่วงวัย
เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสได้แสดงถึงศักยภาพเช่นเดียวกับเด็กอื่นๆ
เป็นความเคยชินที่ผู้ใหญ่มักจะมองว่าเด็กยังเล็กเกินกว่าที่จะรับรู้และเข้าใจได้
โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหาหรือความยุ่งยากในครอบครัว
เช่น เอดส์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเด็กที่มักจะถูกกันออกมาจากการรับรู้หรือจัดการปัญหา
แม้ว่าเรื่องนั้นจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกและชีวิตของเด็กโดยตรงก็ตาม
โดยความเป็นจริงเด็กไม่ได้เล็กจนไม่รับรู้ต่อความเป็นไปที่ไม่ปกติในครอบครัว
การปิดบังโดยการไม่บอกข้อมูลที่เป็นจริง
หรือการกีดกันเด็กจากการรับรู้ด้วยการดุ
การตำหนิว่าไม่ใช่เรื่องของเด็ก
อาจทำให้เด็กเกิดความรู้สึกสับสน
กังวล และเก็บกดการแสดงออกทั้งๆที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
ทั้งๆที่มีความเปลี่ยนแปลงในชีวิตความเป็นอยู่ของเด็ก
ไม่ว่าจะเป็นการจากไปของพ่อหรือแม่
การย้ายที่อยู่ใหม่
หรือการถูกรังเกียจจากชุมชน
ดังนั้นการเปิดโอกาสให้เด็กได้รับรู้ความจริงอย่างง่ายตามระดับความเข้าใจ
ใส่ใจในการแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นของเด็ก
ตลอดจนให้ความสำคัญในการที่เด็กจะได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจใดๆที่ส่งผลต่อชีวิตและอนาคตของเด็กจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญ |
|
|