รู้จักเครือข่าย
งานเครือข่าย
การทำงานกับ รพ. ของกลุ่ม
กว่าจะถึงวันนี้ "ยาต้าน"...
ชมรมจัดซื้อยา
การต่อสู้เรื่องสิทธิบัตร
สมาชิกเครือข่าย
LINKS
สำนักโรคเอดส์
FTA watch
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์
สำนักงานหลักประกัน
สำนักงานประกันสังคม
ประชาไท
มพบ.
ตรวจเลือด...ต้องสมัครใจ
  ข้อเท็จจริงสิบประการเกี่ยวกับเด็กที่ได้รับผลกระทบ
จากเอดส์
หนึ่ง เด็กส่วนใหญ่ที่เกิดจากแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี จะไม่ติดเชื้อเอชไอวี
ลูกมีโอกาสรับเชื้อเอชไอวีจากแม่ ใน ๓ ระยะ ได้แก่
1.
ระยะก่อนคลอด เนื่องจากรกอาจมีความผิดปกติ เช่น การฉีกขาด หรือการติดเชื้อซิฟิลิสที่ทำให้รกอักเสบ ซึ่งทำให้เชื้อเอชไอวีสามารถผ่านมาสู่ลูกได้
2.
ระยะคลอด เป็นระยะที่เสี่ยงสูง เนื่องจากมีการสัมผัสสารคัดหลั่งและเลือดของแม่ โดยผ่านเข้าทางเยื่อบุหรือแผลของเด็กที่เกิดขึ้นระหว่างคลอด
3.
ระยะหลังคลอด เนื่องจากการดูดนมแม่ แม้ว่าในน้ำนมจะมีเชื้อเอชไอวีไม่มาก แต่มีความเสี่ยงในการรับเชื้อ เนื่องจากปริมาณน้ำนมที่เด็กได้รับนมมีจำนวนมาก และเยื่อบุทางเดินอาหารยังไม่แข็งแรงพอ
โดยทั่วไปทารกที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อเอชไอวี จะมีโอกาสได้รับเชื้อประมาณ ร้อยละ ๒๕ - ๓๐ แต่อัตราการติดเชื้อดังกล่าวสามารถลดลงเหลือร้อยละ ๒ - ๘ ถ้ามารดาได้รับยาต้านไวรัสตั้งแต่ในระยะใกล้คลอด และเด็กได้รับต่อนาน ๑ - ๖ สัปดาห์ ร่วมกับการให้นมผสมแทนนมแม่ นอกจากนี้โอกาสการรับเชื้อเอชไอวีของลูกยังลดลงได้อีกโดยการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องก่อนการเจ็บครรภ์คลอดและก่อนที่จะมีน้ำเดิน และแม่ที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสสูตร ๓ ตัว จะลดโอกาสในการติดต่อสู่ลูกได้มากเช่นกัน ยาต้านไวรัสทุกตัวสามารถใช้ในหญิงตั้งครรภ์ได้ ยกเว้นเอฟฟาไวเร้นท์ และสูตรยาที่มีส่วนผสมของการใช้ร่วมกันระหว่างดีดีไอกับดีโฟร์ที ดังนั้นเด็กที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อเอชไอวี ส่วนใหญ่จะไม่ติดเชื้อ
สอง การรักษาด้วยยาต้านไวรัส สามารถช่วยให้ภูมิคุ้มกันของเด็กที่ติดเชื้อเอชไอ
วีมีโอกาสสูงขึ้น ลดการเจ็บป่วย
ยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็นยาที่ช่วยควบคุมไม่ให้ปริมาณเชื้อเอชไอวีในร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ภูมิคุ้มกันมีโอกาสสูงขึ้น และส่งผลให้ร่างกายเกิดความต้านทานต่อโรคฉวยโอกาส ลดการเจ็บป่วย มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น ตามมาตรฐานเด็กควรเริ่มยาต้านไวรัส เมื่อระดับภูมิคุ้มกัน(ซีดี ๔) น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ และผู้ดูแลควรมีความเข้าใจข้อมูลเกี่ยวกับยาต้านไวรัสอย่างรอบด้าน ทั้งผลของยา อาการข้างเคียง การวางแผนการกินยา การกินยาตรงเวลา และต่อเนื่อง และสามารถดูแลการกินยาของเด็ก รวมทั้งการสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจกับเด็กเกี่ยวกับการกินยา ดังนั้นเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีที่มีระดับภูมิคุ้มกัน(ซีดี๔) น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ควรได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยอยู่ในความดูแลของแพทย์ ปัจจุบันการให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี เป็นนโยบายของรัฐบาล เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี และได้จัดให้มียาต้านไวรัส ไว้บริการในโรงพยาบาลต่างๆ ครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว โดยเริ่มที่โรงพยาบาลจังหวัด
สาม เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีสามารถเรียนหนังสือและเติบโตมีชีวิตได้ตามปกติ
คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจะเสียชีวิตภายใน ๒-๓ ปี สุขภาพไม่แข็งแรง ความจริงเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีสามารถมีชีวิตยืนยาวและเติบโตได้ตามปกติ หากได้รับการดูแลรักษาที่ดี มีมาตรฐาน แต่การที่ติดเชื้อเอชไอวีมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง เจ็บป่วยบ่อย เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาที่ได้มาตรฐาน และทัศนะความเชื่อที่ว่าเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี จะมีชีวิตที่ไม่ยืนยาว ไม่คุ้มค่าการดูแลรักษา รวมทั้งการขาดความเข้าใจในความก้าวหน้าของการรักษาของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแลบางคน

โรคฉวยโอกาสของเด็กทุกโรครักษาหาย และบางโรคสามารถป้องกันได้ รวมทั้งการรักษาด้วยยาต้านไวรัสสามารถช่วยให้ภูมิคุ้มกันของเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีมีโอกาสสูงขึ้น ลดการเจ็บป่วย สามารถเรียนหนังสือและเติบโตมีชีวิตได้ตามปกติ
สี่ ไม่มีใครติดเชื้อเอชไอวีจากการอยู่ร่วมกันกับเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี
การที่เชื้อเอชไอวีจะเข้าสู่ร่างกายได้ จะต้องประกอบด้วยทั้ง ๓ ปัจจัย ดังนี้
1.
มีแหล่งที่อยู่ของเชื้อเอชไอวี หรือได้สัมผัสเชื้อ ซึ่งเชื้อจะอยู่ในคน โดยเกาะอยู่กับเม็ดเลือดขาว และอยู่ในสารคัดหลั่งบางอย่างของร่างกาย ที่พบมากคือ เลือด น้ำอสุจิ และน้ำในช่องคลอด
 
  ในน้ำลาย มีเชื้อเอชไอวีอยู่น้อยมาก หากติดต่อต้องมีปริมาณประมาณ ๘ ลิตร
  ในน้ำนมมีเชื้ออยู่น้อยมากเช่นกัน แต่เด็กทารกดูดน้ำนมเป็นปริมาณมาก จึงมีโอกาสติดต่อ
  ในเหงื่อ น้ำตา อุจจาระ ปัสสาวะ ไม่มีเชื้อเอชไอวี
2.
มีปริมาณและความรุนแรงของเชื้อมากพอ เชื้อไม่สามารถอยู่นอกร่างกายคน สภาพแวดล้อมและสภาพในร่างกายบางอย่างที่ไม่เหมาะสม มีผลทำให้เชื้ออยู่ไม่ได้ เช่น ความร้อน ความเป็นกรด - ด่าง
3.
ต้องมีช่องทางเข้าของเชื้อ เชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดได้ โดยผ่านทางเยื่อบุอ่อนที่ปลายอวัยวะเพศชาย
เยื่อบุอ่อนในช่องคลอด รูหรือปลายท่อปัสสาวะ กรณีที่มีความเสี่ยงทางบาดแผล บาดแผลต้องเป็นแผลใหญ่และสด
ดังนั้นโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี จากการที่อยู่ร่วมกับเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี ไม่ว่าจะในกรณีของการเรียนด้วยกัน การเล่นด้วยกัน การกินอาหารด้วยกัน หรือการใช้สิ่งของร่วมกันในโรงเรียน ไม่ได้มีปัจจัยครบ ๓ ประการ ที่จะทำให้เกิดการรับเชื้อเอชไอวีได้เลย

ส่วนกรณีเด็กกัดกัน (เด็กติดเชื้อกัดเด็กไม่ติดเชื้อ หรือเด็กไม่ติดเชื้อกัดเด็กติดเชื้อ) ซึ่งคนจำนวนมากวิตกกังวลว่าจะทำให้เกิดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้นั้น หากพิจารณาโดยปัจจัย ๓ ประการข้างต้น จะเห็นว่าโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีจากกรณีดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และจากการศึกษาในต่างประเทศไม่พบกรณีที่ติดเชื้อเอชไอวีจากการกัดหรือถูกกัดเลย
ห้า คุณจะไม่ติดเชื้อวัณโรคจากการอยู่ร่วมกับเด็กที่มีเชื้อเอชไอวีที่ป่วยเป็นวัณโรค
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเขาได้กินยามานานกว่า ๒ สัปดาห์
การติดต่อของเชื้อวัณโรคเกิดจากการสูดเอาเชื้อวัณโรค ที่มีขนาดเล็กผ่านทางเดินหายใจเข้าสู่ปอด โดยเชื้อนั้นมาจากการไอของผู้ป่วยวัณโรค ซึ่งยังไม่ได้รับการรักษา คนทั่วไปที่มีภูมิคุ้มกันปกติและเคยรับเชื้อวัณโรค ส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๐ ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อได้ และจะไม่ป่วยเป็นวัณโรค มีเพียงร้อยละ10 ที่มีโอกาสป่วย โดยร้อยละ ๕ จะป่วยภายใน ๒ ปีแรก อีกร้อยละ ๕ จะป่วยในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตเมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง

ผู้ติดเชื้อเอชไอวีกับบุคคลทั่วไปที่ป่วยเป็นวัณโรค มีการรักษาไม่แตกต่างกัน และผู้ป่วยวัณโรคที่กินยารักษานานติดต่อกันเกิน ๒ สัปดาห์ จะไม่สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ การควบคุมวัณโรคที่มีประสิทธิภาพ อยู่ที่การค้นหาและตรวจผู้ที่เคยรับเชื้อ ได้แก่ผู้ที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกับผู้ป่วย และการให้การรักษาผู้ป่วยอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจนครบ ๖ เดือน การแยกผู้ป่วยที่อยู่ร่วมกันในบ้าน ไม่ให้ประโยชน์แต่ส่งผลกระทบทางจิตใจ ทำให้อาจไม่ได้รับความร่วมมือในการรักษาจนครบ

ยิ่งไปกว่านั้น มีจำนวนน้อยที่เด็กซึ่งติดเชื้อวัณโรคจะเป็นแหล่งในการติดต่อของเชื้อวัณโรค เพราะการติดเชื้อวัณโรคในเด็กไม่ค่อยเกิดขึ้นที่ปอด หรือก่อให้เกิดการไอ แต่มักจะเกิดกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ซึ่งไม่สามารถแพร่เชื้อวัณโรคไปยังผู้อื่น
หก ไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุผลที่ต้องแยกเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีไปอยู่โรงเรียนเฉพาะ
หรือสถานที่ อาคาร ที่พักเฉพาะแยกจากเด็กทั่วไป
มีข้อสรุปที่ชัดเจนทั้งในระดับสากลและในประเทศไทยว่าการจัดตั้งโรงเรียน สถานสงเคราะห์ สำหรับเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีโดยเฉพาะ ไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหาเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี เพราะไม่ว่าจะด้วยเหตุผลในเรื่องการติดต่อ ซึ่งก็มีข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ว่าการอยู่ร่วมกับเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้ทำให้เกิดการติดต่อกันได้ หรือเหตุผลด้านสุขภาพของเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีก็ไม่จำเป็นที่ต้องแบ่งแยกเป็นพิเศษใด ๆ ในการดูแลรักษา เพราะโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีไม่ต่างจากเด็กทั่วไป เช่น ปอดอักเสบ ท้องเสีย ผิวหนังอักเสบ ในขณะเดียวกันการแยกเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ และการดำเนินชีวิตในสังคมของเด็ก เป็นการตีตราว่าเป็นเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี เพราะสังคมจะรู้ทันทีว่าเด็กที่มาจากโรงเรียนนี้ สถานที่นี้ เป็นเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นในการที่จะแบ่งแยกเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจากเด็กอื่น

้การได้เติบโตภายใต้การดูแลของครอบครัวทำให้เด็กมีโอกาสที่จะได้รับการตอบสนองทางอารมณ์ความรู้สึก มีผู้ดูแลที่ชัดเจนที่เด็กสามารถยึดเป็นที่พึ่งได้ทั้งในทางกายและจิตใจซึ่งถือเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานในการเติบโตของเด็กทุกคน การแยกเด็กออกมาจากครอบครัวและชุมชนเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำหรือเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะกระทำ

การแจ้งให้โรงเรียนหรือบุคคลอื่น ๆ ทราบว่าเด็กติดเชื้อเอชไอวีเป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้เพราะเป็นการละเมิดสิทธิเด็กในด้านการรักษาความลับส่วนตัวของเด็ก การไม่แจ้งไม่เป็นความผิดทางกฎหมายแต่อย่างใด

ปัจจุบันสถานสงเคราะห์ของรัฐมีนโยบายและการดำเนินการให้เด็กที่อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ ได้รับการเลี้ยงดูโดยครอบครัวอุปการะ มากกว่าที่จะให้เด็กเติบโตในสถานสงเคราะห์
เจ็ด การนำเด็กไปตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก หากการตรวจเลือดนั้นไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อผลประโยชน์ทางการรักษาของเด็กและผลประโยชน์นั้นอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง
เป้าหมายของการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีของเด็ก จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการรักษาด้วยยาต้านไวรัส และการป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาสบางชนิดที่พบบ่อยในเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีและมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าร้อยละ ๒๐ เช่น ปอดอักเสบจากเชื้อ พีซีพี เชื้อราเยื่อหุ้มสมอง และ ฝีในสมอง แต่หากเป็นการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีของเด็กเพื่อแยกเด็ก หรือป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากการอยู่ร่วมกับเด็กนั้น ไม่มีความจำเป็นและยังเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก เพราะไม่พบว่ามีการติดเชื้อเอชไอวีในการอยู่ร่วมกัน
แปด เด็กทุกคนควรเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาและเอดส์
ควรให้การศึกษาเรื่องเพศกับเด็กทุกคนตามพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย นอกจากนี้การบอกให้เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีรู้ถึงการติดเชื้อของตัวเอง ด้วยเหตุผลเพียงว่าเด็กจะได้ไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น นอกจากจะไม่ได้เป็นวิธีการที่จะลดการแพร่ระบาดของเอดส์ได้อย่างแท้จริง ยังเป็นการละเมิดสิทธิเด็กด้วย

การจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กมีความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเพศ การประเมินและวางแผนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเพศและสุขภาพทางเพศ รวมทั้ง โรคติดต่อทางเพศ เป็นความจำเป็นสำหรับเด็กทุกคน ไม่ใช่ให้การศึกษา หรือระมัดระวังเฉพาะกับเด็กหรือผู้มีเชื้อเอชไอวีเท่านั้น

ปัจจัยเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีของคนส่วนใหญ่ มาจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันกับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี และแนวทางการดำเนินงานเพื่อลดการแพร่ระบาดของเอดส์ที่มีประสิทธิภาพคือ การให้การศึกษาเรื่องเอดส์และเพศศึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของทุกคนที่ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือเฉพาะผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี รวมทั้งเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีที่เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น

แต่เมื่อเด็กเติบโตขึ้นอาจมีความสงสัย เริ่มมีคำถามว่าทำไมตัวเองต้องไปหาหมอ ต้องกินยา ป่วยเป็นอะไร การอธิบายหรือให้ข้อมูลกับเด็กเพื่อให้เด็กเข้าใจภาวะการเจ็บป่วยของตนเองหรือของพ่อแม่ เป็นสิทธิของเด็ก ซึ่งต้องมีวิธีการที่เหมาะสมและคำนึงถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่จะตามมาต่อเด็กและครอบครัวด้วย
เก้า ไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้การดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์เป็นพิเศษมากกว่า
เด็กทั่วไป
เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ไม่ได้มีความต้องการพื้นฐานที่มากไปกว่าเด็กทั่วไป ความต้องการพื้นฐานนั้นได้แก่
1.
ความต้องการด้านกายภาพ เช่น อาหารที่มีคุณค่า ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า ยารักษาโรคและการบริการที่ได้มาตรฐาน อากาศ การได้รับการดูแล พักผ่อน การพัฒนาสมองและการเรียนรู้
2.
ความต้องการด้านอารมณ์ เช่น การได้รับความรัก ความเข้าใจ ใส่ใจ การเรียนรู้เท่าทันในการควบคุมและจัดการกับภาวะอารมณ์ที่ตึงเครียด การสื่อสารแสดงความรู้สึก
3.
ความต้องการด้านสังคม เช่น การได้รับการยอมรับจากสังคม กลุ่มเพื่อน ได้รับการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น มีโอกาสในการร่วมกิจกรรมทางสังคม มีส่วนร่วม สามารถแสดงความคิดเห็น ได้รับการศึกษาที่เหมาะสม
4.
ความต้องการด้านจิตวิญญาณ เช่น การมีที่พึ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ การมีความหวัง คุณค่าในชีวิต แรงบันดาลใจ การมีส่วนร่วมในประเพณีหรือพิธีกรรมทางศาสนา ที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดที่พึงทางใจ
แต่ทั้งนี้สิ่งที่เด็กได้รับผลกระทบจากเอดส์เผชิญอยู่นั้นเป็นภาวะที่ทำให้เด็กไม่ได้รับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานที่ควรได้รับเหมือนเด็กทั่วไป ดังนั้นไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้การดูแลปกป้อง คุ้มครอง เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์เป็นพิเศษมากกว่าเด็กทั่วไป แต่มีความจำเป็นที่เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ต้องได้รับเท่าเทียมกับเด็กทั่วไป
สิบ เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ มีศักยภาพในการเรียนรู้และรับรู้เหมือนเด็กทั่วไป
และสามารถมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง
พัฒนาการด้านสติปัญญาและการเรียนรู้ของเด็ก เริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และมีความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้า ไปพร้อมๆ กับพัฒนาการในด้านอื่นๆ ของเด็ก และมีความเชื่อมโยงกัน อย่างแยกไม่ได้ จึงมีความจำเป็นที่ ต้องมีการจัดกระบวนการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กไปพร้อมๆ กันในทุกๆ ด้าน โดยต้องคำนึงถึงความแตกต่างของเด็กแต่ละช่วงวัย เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสได้แสดงถึงศักยภาพเช่นเดียวกับเด็กอื่นๆ

เป็นความเคยชินที่ผู้ใหญ่มักจะมองว่าเด็กยังเล็กเกินกว่าที่จะรับรู้และเข้าใจได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหาหรือความยุ่งยากในครอบครัว เช่น เอดส์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเด็กที่มักจะถูกกันออกมาจากการรับรู้หรือจัดการปัญหา แม้ว่าเรื่องนั้นจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกและชีวิตของเด็กโดยตรงก็ตาม

โดยความเป็นจริงเด็กไม่ได้เล็กจนไม่รับรู้ต่อความเป็นไปที่ไม่ปกติในครอบครัว การปิดบังโดยการไม่บอกข้อมูลที่เป็นจริง หรือการกีดกันเด็กจากการรับรู้ด้วยการดุ การตำหนิว่าไม่ใช่เรื่องของเด็ก อาจทำให้เด็กเกิดความรู้สึกสับสน กังวล และเก็บกดการแสดงออกทั้งๆที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ ทั้งๆที่มีความเปลี่ยนแปลงในชีวิตความเป็นอยู่ของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการจากไปของพ่อหรือแม่ การย้ายที่อยู่ใหม่ หรือการถูกรังเกียจจากชุมชน

ดังนั้นการเปิดโอกาสให้เด็กได้รับรู้ความจริงอย่างง่ายตามระดับความเข้าใจ ใส่ใจในการแสดงความรู้สึก ความคิดเห็นของเด็ก ตลอดจนให้ความสำคัญในการที่เด็กจะได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจใดๆที่ส่งผลต่อชีวิตและอนาคตของเด็กจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญ
เรื่องน่ารู้
คำประกาศสิทธิ ผู้ป่วย
สิทธิประโยชน์เรื่องยาต้านไวรัส
  - ประกันสังคม
  - หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ฉันคือเด็กคนหนึ่ง
ข้อเท็จจริง 10 ประการ
 
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย
494 ซอยนครไทย 11 ลาดพร้าว 101 คลองจั่น บางกะปิ กรุงเทพ 10240
โทร. (66)2377-5065 แฟกซ์ (66) 2377-9719 E-mail : tnpth@thaiplus.net