สปสช.เผยหลังการบังคับใช้สิทธิบัตรยาผู้ป่วยรอดชีวิตหลังเข้าถึงยามากขึ้น 1 เท่าตัว หากมองด้านผลกระทบทางด้านค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบังคับใช้สิทธิต่อยา 3 รายการส่งผลให้มูลค่าเงินที่ประหยัดได้ประมาณ1,000-1,700 ล้านบาททำให้ประเทศนำเงินไปใช้ในด้านการพัฒนาสุขภาพของประชาชนเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกได้
น.พ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่า แม้การบังคับใช้สิทธิจะทำให้ยาราคาถูกลง ส่งผลให้ประเทศชาติประหยัดเงินตราได้เป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปีในการบังคับใช้สิทธิในสิทธิบัตรยา 3 รายการในช่วงที่ผ่านมานั้น แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของ สปสช.และกระทรวงสาธารณสุขในการดำเนินการดังกล่าว ก็มิใช่การมุ่งแต่จะประหยัดเงินตรา แต่อยู่ที่การเพิ่มการเข้าถึงยาจำเป็น ที่จะส่งผลให้ผู้ป่วยรอดชีวิตรวมถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
น.พ.สงวน ชี้แจงผลกระทบต่อการเข้าถึงยา 3 รายการในรายละเอียดว่า การบังคับใช้สิทธิต่อสิทธิบัตร เอฟาวิเรนซ์ (สต๊อคคริน) ทำให้ไทยสามารถซื้อยาชื่อสามัญได้ในราคาที่ถูกลงกว่ายาต้นตำรับถึงกึ่งหนึ่ง ดังนั้นจะเพิ่มจำนวนผู้ป่วยเอดส์ให้เข้าถึงยานี้ได้ถึงหนึ่งเท่าตัว ปีที่แล้ว เราซื้อยานี้บริการผู้ป่วยได้ 24,000 ราย ปีนี้เราจะบริการได้ถึง 48,000 ราย อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้สิทธิต่อสิทธิบัตร โลพินาเวียร์+ริโทนาเวียร์ (แคเลทรา) ทำให้ไทยสามารถซื้อยาชื่อสามัญได้ในราคาที่ถูกลงกว่ายาต้นตำรับถึงประมาณร้อยละ 40 เราวางแผนไว้แต่เดิมว่าเราจะมียานี้บริการผู้ป่วยที่มีเชื้อดื้อยาในปี 2550 จำนวน 8,000 คน เมื่อเป็นเช่นนี้ จะทำให้สามารถเพิ่มการเข้าถึงของผู้ป่วยที่มีเชื้อดื้อยาได้อีกเกือบ 4,000 คน
สำหรับการบังคับใช้สิทธิต่อสิทธิบัตร โคลพิโดเกรล (พลาวิกซ์ ) ทำให้ไทยสามารถซื้อยาชื่อสามัญได้ในราคาที่ถูกลงกว่ายาต้นตำรับถึงอย่างน้อย 6 เท่าปีที่ผ่านๆมา มีการสำรวจพบว่า ผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ควรได้รับยานี้ มีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ที่เข้าถึง ดังนั้น ภายหลังการบังคับใช้สิทธิ จึงเชื่อว่าปัญหาการเข้าถึงยานี้จะหมดไป
น.พ.สงวน กล่าวต่อว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะเกิดคุณูปการที่เป็นผลกระทบต่อสุขภาพ คือ กรณียาเอฟาวิเรนซ์นั้น ก็จะทำให้แพทย์มั่นใจที่จะสั่งจ่ายยานี้มากขึ้น แทนที่จะจ่ายยาสูตรที่มี เนวิราพีน ซึ่งราคาถูกกว่ามาก เนวิราพีนนั้น เป็นยาที่มีโอกาสทำให้ผู้ป่วยแพ้ยาได้มากและมีพิษต่อตับสูง ส่วนกรณียาโลพินาเวียร์+ริโทนาเวียร์ ซึ่งเป็นยาสูตรเชื้อดื้อ เดิมยานี้ตัวเดียวมีราคาแพงกว่าสูตรพื้นฐาน 3 ตัว รวมกันถึง 5 เท่า ทำให้แพทย์ต้องคิดหนักเวลาจะเปลี่ยนยาให้คนไข้ เมื่อยานี้ถูกลงประมาณ 2,000 บาท / เดือน จึงทำให้โอกาสที่ผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์จะได้รับยาสูตรเชื้อดื้อเร็วขึ้น กรณียา โคลพิโดเกรล (พลาวิกซ์) เป็นยาที่ใช้ป้องกันโรคร้ายแรง คือ โรคหัวใจขาดเลือด และ โรคสมองขาดเลือด ซึ่งเป็นโรคที่เสี่ยงต่อความเป็นความตายและความพิการตลอดชีวิต มิใช่โรคสามัญเช่น หวัด ท้องเสีย การบังคับใช้สิทธิต่อยานี้จึงมีผลกระทบสูงในด้านสุขภาพเมื่อเทียบกับยาอื่นๆทั่วไป ดังนั้นการบังคับใช้สิทธิต่อยา 3 ตัวนี้ จึงเท่ากับเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้มีการประมาณการผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายของประเทศที่เกิดจากการบังคับใช้สิทธิต่อยา 3 ตัวที่ผ่านมาดังนี้ กรณี เอฟาวิเรนซ์(สต๊อคคริน) ปีที่แล้ว ประเทศไทย ต้องซื้อยานี้บริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ประมาณ 400 ล้านบาท คือค่ายาต่อผู้ป่วยหนึ่งคนต่อหนึ่งเดือนเท่ากับ 1,400 บาท บริการผู้ป่วยได้ประมาณ 24,000 คน ถ้าจะบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์จำนวนเท่าเดิม โดยการซื้อยาราคาถูกกว่า เป็นผลจากการบังคับใช้สิทธิ คือค่ายาต่อผู้ป่วยหนึ่งคนต่อหนึ่งเดือนเท่ากับ 700 บาท ก็จะประหยัดงบประมาณได้ ถึงปีละ 200 ล้านบาท
กรณียา แคเลทรา เดิมที ต้องใช้เงินซื้อยานี้บริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ถึงเดือนละ 6,000 บาทต่อคน ถ้าซื้อยาราคาถูกกว่าอันเป็นผลจากการบังคับใช้สิทธิ จะประหยัดไปได้ถึง 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งถ้ามีผู้ป่วยดื้อยาเพียง 8,000 คน เราก็จะประหยัดได้ปีละเกือบ 200 ล้านบาท เช่นกัน และกรณี โคลพิโดเกรล (พลาวิกซ์) ปีที่แล้ว ประเทศไทยต้องซื้อยานี้ประมาณ 700 ล้านบาท แม้ว่ามูลค่านี้จะสูงเป็นอันดับสองของการบริโภคยาของคนไทย แต่ก็มีผู้ป่วยอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ สมาคมโรคหัวใจประมาณการว่า ในจำนวนคนไข้ในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจำนวน 46 ล้านคน ถ้าจะให้ยานี้ครอบคลุมผู้ป่วยที่จำเป็น ต้องใช้เงินถึง 1,500 ล้านบาท การบังคับใช้สิทธิต่อยานี้ จะทำให้ประหยัดค่ายาจากเม็ดละ 73 บาท เหลือเพียง 6 12 บาท ดังนั้น ผลกระทบของ การบังคับใช้สิทธิต่อยานี้ จะทำให้ค่าใช้จ่ายของประเทศอาจลดลงได้ถึง 600 ล้านบาท(จากฐานเดิม700 ล้านบาท) หรืออาจประหยัดได้เกือบถึง 1,300 ล้านบาท(จากการประมาณการของสมาคมโรคหัวใจ1,500 ล้านบาท)
ดังนั้น ผลกระทบในด้านค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบังคับใช้สิทธิต่อยา 3 รายการก็คือมูลค่าเงินที่ประหยัดได้ประมาณ 1,000 - 1,700 ล้านบาทที่ประเทศสามารถนำไปใช้ในด้านการพัฒนาสุขภาพของประชาชนเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกได้ |