กิจกรรมเครือข่ายฯ


กระแสร้อนเรื่อง "การเข้าถึงยา" ยังเป็นประเด็นที่ต้องพูดถึงอยู่เสมอ โดยเฉพาะการประกาศใช้สิทธิ ตามสิทธิบัตร หรือ เรียกกันสั้นๆ ว่า "ซีแอล" การเรียกร้องครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแต่จะเพื่อให้ผู้ติดเชื้อฯ ได้เข้าถึงยาที่จำเป็นเท่านั้น แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ยังหมายถึง การเปิดทางให้ "คนจน" ทั่วประเทศ ได้รับความเป็นธรรมจากการ "เอารัด เอาเปรียบ" ของบริษัทยาข้ามชาติ แต่น่าเสียดาย ที่รัฐบาลกลับยังมองไม่เห็นถึง "สิทธิ" อันพึงมีของผู้ป่วย การต่อสู้เพื่อปลดแอกคนไทย จากปัญหายาราคาแพง จึงยังคงต้องดำเนินต่อไป..

อ่านต่อ
"บายเยอร์คลับ" การทำงานคู่ขนาน กับการเคลื่อนไหวระดับนโยบาย เพื่อให้ยาราคาถูก เพราะแม้ปัจจุบัน จะมีการบรรจุสิทธิประโยชน์ เรื่องการจ่ายยาต้านไว้รัส ไว้ในระบบหลักประกันสุขภาพ แต่ด้วยข้อจำกัดหลายประการ ทำให้ผู้ติดเชื้อฯ บางคนไม่สามารถรับบริการได้ "บายเยอร์คลับ" เป็นการรวมกลุ่มกัน เพื่อจัดหายาราคาถูก ด้วยช่องทางต่างๆ สำหรับผู้ติดเชื้อฯ ที่มสามารถจ่ายค่ายาได้เอง
อ่านรายละเอียด

  ฟ้องพาณิชย์ช่วย “แอ็บบอต”/แฉพรีม่าดอดล็อบบี้ “ชวรัตน์”  
 

 

 
  เครือข่ายผู้ป่วยฯ เตรียมฟ้องศาลปกครอง 18 ส.ค. นี้ กรณีคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ชี้ “แอ็บบอต” ไม่มีความผิดฐานผูกขาดการค้า จำกัดการเข้าถึงยา ด้าน สธ.ลั่นดาล บริษัทยาหมดสิทธิ์ล็อบบี้ ชี้อยากเสนอเงื่อนไขให้ทำเป็นหนังสือทางการดีกว่า ป้องกันครหาถูกล็อบบี้ ขณะที่ พรีม่า ดอดเข้าพบ “ชวรัตน์” ส่วนคณะอนุฯ คัดเลือกยาจำเป็นเตรียมประชุมเดือนหน้า ถกยาจำเป็นที่ต้องเข้าถึง เน้นยาราคาแพงในบัญชียาหลัก ยามะเร็ง ยาปฏิชีวะ  
 

 
 

 

 
 

นายบริพัตร ดอนมอญ ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ในวันที่ 18 สิงหาคม เวลา 13.00 น. เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จะยื่นฟ้องรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมการค้าภายใน และคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ต่อศาลปกครอง กรณีมีมติว่า บริษัท แอ็บบอตลาบอแรตอรีส จำกัด ถอนการขึ้นทะเบียนยาจำนวน 7 ราย รวมถึงยาต้านไวรัส อลูเวีย กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งยาดังกล่าวเป็นยาที่ สธ.ได้ประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (ซีแอล) เมื่อช่วงต้นปี 2550 ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการการแข่งขันการค้าลงความเห็นการกระทำของแอ็บบอต ไม่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 ทั้งๆ ที่ถือเป็นการกีดกั้นการเข้าถึงยาของประชาชน ทำให้ประชาชนเสียผลประโยชน์


ขณะที่ นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เลขานุการคณะกรรมการร่วมเพื่อพัฒนาการเข้าถึงระบบยาที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน กล่าวว่า การที่บริษัท ซาโนฟี่ อเวนตีส ล็อบบี้ให้ยกเลิกการทำซีแอลของเป็นเรื่องธรรมดา เข้าใจได้ว่าธุรกิจเสียผลประโยชน์ เสียโอกาส ก็ต้องพยายามต่อรองเสนอเงื่อนไขต่างๆ แต่หากจะมีเจรจาต่อรองที่ สธ.หรือจะติดต่อมาที่ตนโดยตรง คงบอกได้ทันทีว่าไม่จำเป็นต้องมาเจรจาแบบส่วนตัวหรือมาเข้าพบแบบส่วนบุคคล เพราะที่ สธ.จะไม่ให้เข้าพบ หากจะเสนอเงื่อนไขเพิ่มเติมขอให้ส่งเป็นหนังสือทางการ อย่างชัดเจนจะดีกว่า

“สธ.ต้องการอะไรที่ตรงไปตรงมาไม่ต้องการให้เป็นที่ครหาของสังคมว่ายอมให้บริษัทยามาล็อบบี้ได้ ซึ่งขณะนี้การทำซีแอลก็ยังคงนโยบายเดิมไม่มีการยกเลิกหรือชะลอแต่อย่างใด ส่วนความคืบหน้าของการหารือคณะกรรมการร่วมฯ คาดว่าจะมีการประชุมครั้งแรกในต้นเดือนกันยายนนี้ ซึ่ง สธ.อยากจะให้มีการประชุมโดยเร็วเพื่อหาข้อสรุปของการเข้าถึงยาของผู้ป่วยทั้งระบบ ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อประเทศไทยมากกว่าที่จะมุ่งเน้นเฉพาะเรื่องซีแอลเพียงอย่างเดียว” นพ.ไพจิตร์ กล่าว

นพ.ไพจิตร์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการที่ทางตัวแทนสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) เดินทางมาเข้าพบ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข ก็เพื่อถามถึงนโยบายของกระทรวงต่อมาตรการซีแอล และการเข้าถึงยา พร้อมทั้งให้คำแนะนำและให้ความร่วมมือในการช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยาเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้มีอะไรปิดปัง ซึ่งรัฐมนตรียังคงยืนยันนโยบายเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
 

โดยเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม มีการประชุมวิชาการ “การเพิ่มความเข้าใจและตระหนักถึงมาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร” โดยผศ.ภญ.ดร.สำลี ใจดี ประธานมูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคัดเลือกยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นและมีปัญหาในการเข้าถึงของประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีความจำเป็นที่ต้องเดินหน้ามาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (ซีแอล) ในอนาคต เนื่องจากยายังคงมีราคาแพงเกินไปทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงยา ซึ่งหากราคายาลดลง 2 ใน 3 ของราคายาในปัจจุบัน ก็ไม่จำเป็นต้องทำซีแอล และข้อเท็จจริงขณะนี้งบ 1 ใน 3 ของบริษัทยาใช้เพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทำให้ยามีราคาแพง นอกจากนี้ ยาที่มีสิทธิบัตรยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในระบบประกันสุขภาพทั้ง 3 ระบบ คือ ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สวัสดิการราชการ และประกันสังคมด้วย

“นอกจากการทำซีแอลแล้วไทยควรจะหาลู่ทางอื่นในการแก้ปัญหาด้วย โดยร่วมกับนานาประเทศในการทำซีแอลแล้วต่อยอดวิจัย และคิดค้นยาขึ้นใช้เอง ได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้คงต้องช่วยกันคิด เพราะคงไม่มีอะไรที่ง่ายแต่ต้องอาศัยความเข้าใจ คนไข้เองก็รู้ ที่สำคัญฝ่ายการเมืองก็ควรมีเจตจำนงค์ที่ชัดเจนในการป้องกันดูแลสุขภาพของคนมากกว่าเรื่องการค้า” ผศ.ภญ.ดร.สำลี กล่าว

ผศ.ภญ.ดร.สำลี กล่าวต่อว่า คณะอนุกรรมกกรมการคัดเลือกยาฯ จะนัดประชุมกันในเดือนกันยายนนี้ โดยจะนำสถานการณ์ปัญหาการเข้าถึงยาจำเป็นที่มีความเร่งด่วน โดยข้อมูลจะมาจากสถานพยาบาลในสังกัดของ สธ.โดยเฉพาะยามะเร็งบางชนิด ยาปฏิชีวนะ ซึ่งตกค้างมาจากการประชุมครั้งที่ผ่านร่วมหารือด้วย นอกจากนี้ รวมถึงยาในกลุ่มยากำพร้าและยาที่มีราคาแพงที่ติดสิทธิบัตรเพื่อปรึกษากันว่าจะดำเนินการอย่างไรให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงมากขึ้น ทั้งนี้ ยาในบัญชียาหลักที่มีราคาแพงจะมีการนำพิจารณาก่อนเป็นพิเศษ ส่วนยากลุ่มจิตเวช ที่ทางเครือข่ายผู้ป่วยร้องเรียนว่ายังไม่สามารถเข้าถึงได้นั้น หากมีผู้เสนอเข้าที่ประชุมจึงจะมีการพิจารณารายละเอียดและดำเนินการกลไกในการแก้ปัญหา