กิจกรรมเครือข่ายฯ


กระแสร้อนเรื่อง "การเข้าถึงยา" ยังเป็นประเด็นที่ต้องพูดถึงอยู่เสมอ โดยเฉพาะการประกาศใช้สิทธิ ตามสิทธิบัตร หรือ เรียกกันสั้นๆ ว่า "ซีแอล" การเรียกร้องครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแต่จะเพื่อให้ผู้ติดเชื้อฯ ได้เข้าถึงยาที่จำเป็นเท่านั้น แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ยังหมายถึง การเปิดทางให้ "คนจน" ทั่วประเทศ ได้รับความเป็นธรรมจากการ "เอารัด เอาเปรียบ" ของบริษัทยาข้ามชาติ แต่น่าเสียดาย ที่รัฐบาลกลับยังมองไม่เห็นถึง "สิทธิ" อันพึงมีของผู้ป่วย การต่อสู้เพื่อปลดแอกคนไทย จากปัญหายาราคาแพง จึงยังคงต้องดำเนินต่อไป..

อ่านต่อ
"บายเยอร์คลับ" การทำงานคู่ขนาน กับการเคลื่อนไหวระดับนโยบาย เพื่อให้ยาราคาถูก เพราะแม้ปัจจุบัน จะมีการบรรจุสิทธิประโยชน์ เรื่องการจ่ายยาต้านไว้รัส ไว้ในระบบหลักประกันสุขภาพ แต่ด้วยข้อจำกัดหลายประการ ทำให้ผู้ติดเชื้อฯ บางคนไม่สามารถรับบริการได้ "บายเยอร์คลับ" เป็นการรวมกลุ่มกัน เพื่อจัดหายาราคาถูก ด้วยช่องทางต่างๆ สำหรับผู้ติดเชื้อฯ ที่มสามารถจ่ายค่ายาได้เอง
อ่านรายละเอียด

  นักกิจกรรมเอดส์ทั่วโลกร่วมใจหนุนรัฐบาลโคลัมเบียตัดสินใจทำ CL  
 

 

 
  นักกิจกรรมด้านเอดส์ทั่วโลก รวมตัวกันประกาศสนับสนุนรัฐบาลโคลัมเบีย ตัดสินใจ ทำ "ซีแอล" ระหว่างการประชุมเอดส์นานาชาต ิที่ประเทศแม็กซิโก ภายหลังจากก่อนหน้านี้ เครือข่ายภาคประชาสังคมในโคลัมเบีย ได้ยื่นเรื่องให้รัฐบาลประกาศใช้ ซีแอล เพื่อนำเข้ายาชื่อสามัญโลพินาเวียร์/ริโทรนาเวียร์จากอินเดีย  
 

 
 

 

 
 

วันพุธที่ 6 สิงหาคม เวลา 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของแม็กซิโก นักกิจกรรมด้านเอดส์จากทั่วโลก ทั้งผู้ติดเชื้อฯ องค์กรพัฒนาเอกชน นักศึกษาแพทย์ และนักศึกษากฎหมาย ที่มาร่วมประชุมเอดส์โลกที่กรุงเม็กซิโกซิตี้ ได้มารวมตัวกันด้านหน้าศูนย์สื่อมวลชน ของเซ็นโต เบอร์นาแม็กซ์ สถานที่จัดการประชุมเอดส์โลกครั้งที่ 17 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลโคลัมเบีย ทำตามความรับผิดชอบทางมนุษยธรรม ที่จะต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงยาต้านไวรัสที่จำเป็น

โดยนักกิจกรรมได้ร่วมกันทำกิจกรรมชักเย่อเป็นสัญลักษณ์ประกาศทำสงครามกับบริษัทแอ็บบอต เจ้าของสิทธิบัตรยาโลพินาเวียร์/ริโทรนาเวียร์ ที่มีเพียงรัฐบาลโคลัมเบียเท่านั้นที่จะตัดสินใจว่าจะอยู่ข้างประชาชน หรืออุตสาหกรรมยายักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา

“รัฐบาลของประเทศผม ต้องไม่ปล่อยให้ประชาชนของตัวเองตายไป ทั้งๆที่มียาในราคาที่เป็นธรรม ที่จะสามารถผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อเอชไอวีให้กลับมามีชีวิตปกติได้” ฟรานซิสโก รอสซี่ ตัวแทนจากกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน IFARMA-HAI จากโคลัมเบียกล่าว


ทางด้าน นางสาวรัตนา ตัวแทนจากเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย ได้กล่าวในการแถลงข่าวสนับสนุนในนามภาคประชาสังคมไทย อันประกอบไปด้วยเครือข่ายผู้ป่วย เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายเกษตรทางเลือก ชมรมแพทย์ชนบท ชมรมเภสัชชนบท นักวิชาการ และ องค์กรพัฒนาเอกชน สนับสนุนให้รัฐบาลโคลัมเบียประกาศซีแอลกับยาโลพินาเวียร์/ริโทรนาเวียร์ เพื่อทำให้การเข้าถึงยาของประชาชนชาวโคลัมเบียจะได้เป็นจริง

“จากประสบการณ์ตรงของประเทศไทย Abbott เป็นบริษัทยาที่มีพฤติกรรมที่ไม่เป็นมนุษย์มากที่สุดบริษัทหนึ่ง ดูได้จากการที่ Abbott ถอนการขึ้นทะเบียนยา 10 ตัวเพื่อแก้แค้นการทำซีแอลของประเทศไทย โดยไม่สนใจว่าผู้ป่วยจะได้รับความทุกข์ร้อนขนาดไหน มีพฤติกรรมจับผู้ป่วยเป็นตัวประกันเพื่อให้บริษัทได้กำไรสูงสุด

Abbott เป็นบริษัทยาที่ไม่เคยกระทำการใดที่ชี้ให้เห็นว่า Promise for Life ไม่เคยเพิ่มการเข้าถึงยา มีแต่ Promise for Profit ยอมลดราคาเองน้อยมาก แต่เมื่อประเทศไทยประกาศทำซีแอล Abbott จึงยอมลดราคาทั่วโลก จาก 2,100 ดอลลาร์ เหลือแค่ 1,000 ดอลลาร์ต่อปี แสดงว่า ทั้งที่จริงสามารถลดราคาได้นานแล้ว แต่ไม่ยอมลดราคา

ในฐานะภาคประชาสังคมไทย เราขอสนับสนุนการต่อสู้ของคนโคลัมเบียให้สามารถทำซีแอลได้ เพราะนี่เป็นหนทางสุดท้ายที่จะกระตุ้นบริษัทยาให้มีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม แน่นอนว่าซีแอลไม่ได้คำตอบสุดท้ายของการเข้าถึงยา แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่จำเป็น รัฐบาลโคลัมเบียต้องเลิกคุยใต้โต๊ะกับ Abbott แต่ต้องแสดงเจตจำนงค์ที่ชัดเจนว่าจะทำทุกอย่างให้ประชาชนเข้าถึงยา”

ด้านแมรี่ แครอล เจนนิ่ง ตัวแทนสมาคมนักศึกษาแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “รัฐบาลโคลัมเบียต้องอยู่ข้างประชาชนไม่ใช่แอ๊บบอต จากประสบการณ์ของประเทศอื่นๆที่ได้ประกาศซีแอลก่อนหน้านี้ ชี้ให้เห็นว่า สามารถนำเข้ายาชื่อสามัญราคาถูกเข้ามาช่วยชีวิตผู้ป่วยได้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาสังคมในโคลัมเบียได้ยื่นเรื่องให้รัฐบาลประกาศบังคับใช้สิทธิโดยรัฐ เพื่อนำเข้ายาชื่อสามัญโลพินาเวียร์/ริโทรนาเวียร์จากอินเดีย โดยที่ก่อนหน้านี้เครือข่ายภาคประชาสังคมโคลัมเบียได้เคยพยายามเจรจาต่อรองราคายา และขอให้บริษัทแอ๊บบอตให้สิทธิโดยสมัครใจแล้ว แต่แอ๊บบอตเมินเฉยมาโดยตลอด

บริษัทแอ๊บบอตขายยาคาเรทตร้าให้กับภาครัฐโคลัมเบียในราคา 1,683 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อผู้ป่วยต่อปี ส่วนราคาขายสำหรับโรงพยาบาลเอกชนอยู่ที่ 4,449 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อผู้ป่วยต่อปี ขณะที่เปรูและโบลิเวียใช้ยาชื่อสามัญในราคาต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อผู้ป่วยต่อปีเท่านั้น สำหรับประเทศไทยเมื่อมีการประกาศซีแอลกับยาดังกล่าว องค์การเภสัชกรรมสามารถจัดซื้อยาจากบริษัทอินเดียในราคาต่ำกว่า 700 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อผู้ป่วยต่อปี