|
ภายในสถานที่ประชุมเอดส์โลกครั้งที่
16
ณ เมืองโตรอนโต
ประเทศแคนาดา ดูราวกับช็อปปิ้งมอลล์ขนาดมโหฬาร
กลุ่มผู้คนเดินออกจากห้องสัมมนาห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง
ยิ่งห้องประชุมไหนมีคนดังก็จะยิ่งดึงผู้คนให้ไปมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนดังอย่าง
บิลทั้งสอง
(บิล
คลินตัน และบิล เกตต์)
และพระเอกฮอลลีวู้ด
ริชาร์ด เกียร์
บรรดาผู้จัดงานก็มีตั้งแต่หน่วยงานต่างๆของสหประชาติจนไปถึงบริษัทยา
สารที่การประชุมเหล่านี้พยายามสื่อ
คือ
ทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างดีแล้ว
ขอเพียงให้มีการทำอย่างนี้เพิ่มขึ้นไปอีก
หัวข้อของการประชุมครั้งนี้ก็คือ
ถึงเวลาลงมือได้แล้ว
(Time to Deliver)
ดูเหมือนว่าจะเป็นคำพูดที่สื่อสารไปถึงทุกคน
แต่ไม่เจาะจงกับผู้ใดเลย
อย่างไรก็ตาม
ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของการแถลงข่าว
การรายงานความก้าวหน้า
ตัวเลขสถิติจำนวนมาก
ข่าวตัด-ข่าวแปะทั้งหลาย
ยังมีรายงาน
เศรษฐศาสตร์ของความมีประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายให้การรักษาเอชไอวีเอดส์ในประเทศไทย
(The Economic of
Effective AIDS
Treatment Evaluating
Policy in Thailand)
ของธนาคารโลกที่เผยแพร่ในวานนี้
(16
สิงหาคม)
ได้ส่งสารที่ชัดเจนมากมาปลุกรัฐบาลไทยให้ตื่นจากหลับ
รายงานดังกล่าวเป็นผลของการประเมินผลงาน
3
ปีของความพยายามของกระทรวงสาธารณสุขไทยในการขยายการรักษาด้วยยาต้านไวรัส
รายงานดังกล่าวส่งสัญญาณเตือนว่า
หากยังไม่มีการตัดสินใจเร่งด่วนที่จะสร้างความมั่นใจในการเข้าถึงยาตัวใหม่ๆแล้ว
ค่าใช้จ่ายในการรักษาจะถีบตัวสูงขึ้นจนกระทั่งรัฐบาลต้องหยุดโครงการการให้ยาต้านไวรัสที่ถือเป็นตัวอย่างที่กำลังได้รับการชื่นชมอยู่ในขณะนี้
ปัจจุบัน
มีผู้ติดเชื้อมากกว่า
80,000
คนในประเทศไทยกำลังได้รับการรักษา
ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยยาชื่อสามัญที่ผลิตได้โดยองค์การเภสัชกรรมของไทย
ทำให้ราคายาต้านไวรัสลดลงมาอยู่ที่ประมาณ
1,200
บาทต่อผู้ป่วยต่อเดือน
ซึ่งจากรายงานของธนาคารโลกชี้ว่า
โครงการนี้มีการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง
เอชไอวี/เอดส์เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องการการรักษาตลอดชีวิต
นั่นหมายความว่า
การสร้างความมั่นใจที่จะ สามารถเข้าถึงยาตัวใหม่ๆที่สามารถลดปัญหาผลข้างเคียงจากการใช้ยาในผู้ติดเชื้อบางส่วน
และบางส่วนที่เผชิญกับภาวะดื้อยาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในโครงการรักษาเอชไอวี/เอดส์
ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ
ยาใหม่ๆเหล่านี้ล้วนเป็นยาที่ติดสิทธิบัตร
และมีราคาแพงมาก
มากกว่ายาสูตรพื้นฐานที่ผู้ติดเชื้อฯใช้อยู่
จากรายงานของธนาคารโลกระบุว่า
ถ้าไม่มีการดำเนินการใดๆเพื่อทำให้ยาเหล่านี้มีราคาลดลง
ค่าใช้จ่ายในโครงการของรัฐบาลจะต้องเพิ่มสูงขึ้นถึง
5
เท่าภายในระยะเวลา
15
ปี
ยกตัวอย่างยาต้านไวรัสตัวสำคัญ
โลพินาเวีย/ริโทรนาเวีย
(Lopinavir/ritonavir)
หรือมีชื่อทางการค้า
Kaletra
ของบริษัทแอ๊บบอท
(Abbott)
ซึ่งเป็นตัวยาสำคัญสำหรับผู้ติดเชื้อฯที่ดื้อยาในสูตรพื้นฐาน
ปัจจุบันราคาในประเทศไทยอยู่ที่
125,000
บาทต่อผู้ป่วยต่อปี
กลุ่มแพทย์
นักวิชาการ
ได้ร่วมมือกับกลุ่มผู้ติดเชื้อ
รวมทั้งองค์การหมอไร้พรมแดน
(องค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศที่ให้การสนับสนุนโครงการการรักษาเอชไอวี/เอดส์มาตั้งแต่ปี
2538)
ได้ร่วมกันผลักดันให้ผู้ผลิต
คือ บริษัทแอ๊บบอท
(Abbott)
ลดราคายาตัวนี้มาตั้งแต่ต้นปี
แต่เชื่อว่าเป็นเพราะต้องการประชาสัมพันธ์เพื่อภาพพจน์ที่ดีมากกว่าที่จะรับฟังข้อห่วงใยของสาธารณชนอย่างแท้จริง
บริษัทแอ๊บบอท
(Abbott)
ได้ประกาศในการประชุมเอดส์โลกที่โตรอนโต
ว่าจะลดราคาให้
โดยอยู่ที่
88,000
บาท
แต่ก็ยังคงเป็นราคาที่แพงเกินไปสำหรับประเทศไทย
นั่นหมายความว่า
ยานี้ยังคงอยู่ไกลเกินเอื้อม
อย่างไรก็ตาม
การตัดสินใจการลงมือกระทำสามารถลดราคาลงได้
จากรายงานของธนาคารโลกชี้ว่า
ด้วยการตัดสินใจใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ
(Compulsory license)
จะสามารถลดราคายาสูตรสำรอง
(second-line
treatment)
ได้ถึง
90%
รัฐบาลไทยจะสามารถลดงบประมาณแผ่นดินมากถึง
127,000
ล้านบาทในช่วง
2
ปีข้างหน้า
นี่ไม่ใช่เป้าหมายที่ไร้เหตุผล
เพราะต้องขอบคุณยาชื่อสามัญที่เข้ามาแข่งขัน
ที่ทำให้ราคายาต้านไวรัสสูตรพื้นฐาน
(first-line
treatment)
ลดราคาลงมาจาก
400,000
บาทต่อผู้ป่วยต่อปี
มาอยู่ที่
14,400
บาท
ซึ่งลดราคาลงมาได้มากถึง
97%
อย่างไรก็ตาม
การจะทำเช่นนั้นได้ต้องอาศัยการตัดสินใจทางการเมืองที่เข้มแข็ง
เพราะนี่เป็นสิ่งที่บรรษัทยาและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่อยากให้เกิดขึ้น
ในการเจรจาเอฟทีเอ
ไทย-สหรัฐ
ที่กำลังดำเนินอยู่จะทำลายการเข้าถึงยาชื่อสามัญของยาสูตรสำรองเหล่านี้
ในการเจรจา
สหรัฐฯกดดันให้มีกฎระเบียบข้อบังคับ
หรือกฎหมายที่จำกัดความสามารถของรัฐบาลไทยในการปฏิเสธสิทธิบัตร
ทั้งที่เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ไทยสามารถดำเนินโครงการรักษาผู้ติดเชื้อฯตั้งแต่เริ่มแรก
ธนาคารโลกได้ส่งสารที่ชัดเจนถึงประเทศไทยว่า
รัฐบาลไทยควรพิจารณาที่จะใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ
เพื่อรับประกันการรักษาเอชไอวี/เอดส์ในระยะยาวจะสามารถดำเนินต่อไปได้
การสั่งย้ายผู้แทนองค์การอนามัยโลก
(WHO)
ในประเทศไทยที่เคยเสนอแนะให้ประเทศไทยใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเพื่อสร้างความมั่นคงในการเข้าถึงยาต้านไวรัสสูตรสำรองในราคาที่คนไทยสามารถจ่ายได้
แสดงให้เห็นว่า
ในการต่อสู้ทางการเมืองระดับโลกเพื่อขจัดอุปสรรคขวางกั้นนี้
ยังมีความก้าวหน้าน้อยมาก
ดังนั้น
ประเทศไทยควรแสดงความแข็งแกร่งทางการเมืองตามข้อเสนอแนะของธนาคารโลก
ด้วยการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเพื่อผลิตหรือนำเข้ายาต้านไวรัสสูตรสำรอง
มิเช่นนั้น
พวกเราก็คงไม่สามารถทำได้ |