|
15 พ.ย.2549
-
องค์การหมอไร้พรมแดน
ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณกุศลด้านการแพทย์ระหว่างประเทศระบุว่า
ราคายาทั่วโลกกำลังมีราคาสูงขึ้นทุกขณะตลอดระยะเวลา
5
ปีหลังการลงนามคำประกาศโดฮาว่าด้วย
ข้อตกลงทริปส์และการสาธารณสุข
(Doha
Declaration on TRIPS and
Public Health)ขององค์การการค้าโลก
(WTO)
เมื่อปี
2544 ที่ประเทศกาตาร์
โดยวิธีการที่จะทำให้ราคายาลดลงได้นั้น
ประเทศต่างๆ
ต้องใช้มาตรการยืดหยุ่น (TRIPS
Flexibilities)
มากขึ้น
ดังที่ระบุไว้ในคำประกาศโดฮา
เพื่อปกป้องสาธารณสุข
และสนับสนุนการเข้าถึงยาของทุกคน
ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดที่สุดคือกรณีของโรคเอดส์
การแข่งขันอย่างดุเดือดของยาชื่อสามัญทำให้ราคายาต้านไวรัสสูตรพื้นฐานราคาลดลงถึงร้อยละ
99 จากราคา 10,000
ดอลลาร์สหรัฐต่อผู้ป่วยต่อปี
เหลือเพียงประมาณ 130
ดอลลาร์สหรัฐต่อผู้ป่วยต่อปี
ตั้งแต่ปี 2543
ขณะที่ยาต้านสูตรสำรอง (second-line
drugs)
ยังมีราคาแพงมากเพราะติดสิทธิบัตร
ทำให้เป็นอุปสรรคต่ออุตสาหกรรมยาในหลายประเทศ
เช่น ในอินเดีย
และไทยไม่สามารถผลิตยาชื่อสามัญได้
ในสาธารณรัฐแอฟริกาใต้องค์การหมอไร้พรมแดนให้ยาต้านไวรัสกับผู้ติดเชื้อฯ
มานานกว่า 5 ปี
สามารถรักษาผู้ติดเชื้อที่ใช้ยาต้านไวรัสสูตรสำรองได้เพียง
58 คน
ในราคายาที่รักษาผู้ติดเชื้อที่ใช้ยาต้านสูตรพื้นฐานได้ถึง
550 คน
ยิ่งไปกว่านั้นหากใช้ยาต้านไวรัสที่ใหม่กว่าตามสูตรที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ
และในประเทศนั้นๆสามารถหาซื้อได้
จะมีราคาสูงกว่าอีก 50
เท่า
ยาเหล่านี้ไม่มีทางที่จะมีใช้ในประเทศต่างๆ
ถ้าไม่มียาชื่อสามัญมาผลักดันให้ผู้ผลิตลดราคา
และเพิ่มยาให้หาซื้อได้ในประเทศต่างๆ
ในโครงการของเรา
ราคายาที่สูงกำลังกระทบโดยตรงกับงบประมาณของเรา
นายแพทย์
Tido von Schoen-Angerer
ผู้อำนวยการการรณรงค์การเข้าถึงยาที่สำคัญขององค์การหมอไร้พรมแดนกล่าว
เราเห็นหลายประเทศใช้มาตรการยืดหยุ่นในคำประกาศโดฮานำเข้ายา
แต่จะมีประโยชน์อะไร
หากไม่มียาชื่อสามัญให้ซื้อ
ดังนั้นประเทศที่มีอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญจะต้องอนุญาตให้มีการผลิตยาชื่อสามัญและส่งออกได้
ไม่เช่นนั้น
เราจะกลับไปสู่จุดที่ศูนย์อีก
เมื่อครั้งที่การรักษานั้นไกลเกินเอื้อม
ทางด้านนายพอล คอว์ธอร์น
ผู้อำนวยการองค์การหมอไร้พรมแดน
เบลเยี่ยม (ประเทศไทย)
กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย
การใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเพื่อผลิตยาหรือนำเข้ายา
มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
จากรายงานของธนาคารโลกที่นำเสนอในงานเอดส์โลก
ที่เมืองโตรอนโต
ประเทศแคนาดา
ได้นำเสนอรายงาน
การประเมินผลทางเศรษฐกิจของความมีประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายให้การรักษาเอชไอวีเอดส์ในประเทศไทย
(The
Economic of Effective
AIDS Treatment
Evaluating
Policy in Thailand)
ที่ชื่นชมโครงการการให้ยาต้านไวรัสในไทย
ทั้งยังได้เสนอแนะให้รัฐบาลไทยหากลไกทางกฎหมายเพื่อทำให้ราคายาต้านไวรัสสูตรสำรองที่ต้องใช้ในโครงการหลักประกันสุขภาพมีราคาลดลง
โดยระบุว่าถ้ารัฐบาลไทยไม่ดำเนินการใดๆ
จะต้องเพิ่มงบประมาณในโครงการถึง
5 เท่าในระยะเวลา 15 ปี
สิ่งที่ธนาคารโลกเสนอแนะคือ
ให้ไทยใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ
(Compulsory
License)
หรือการใช้สิทธิโดยรัฐ (Government
Use)
เพื่อผลิตยาหรือนำเข้ายาซึ่งเป็นสิทธิของทุกประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก
จากตัวเลขของธนาคารโลกชี้ว่า
ด้วยการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิจะสามารถลดราคายาต้านไวรัสสูตรสำรองถึง
90%
สามารถลดภาระงบประมาณแผ่นดินถึง
127,000
ล้านบาทในระยะเวลา 2
ปีข้างหน้า
พอลระบุ
การบังคับใช้สิทธิเป็นเรื่องถือปฏิบัติทั่วไปในประเทศพัฒนาแล้ว
แต่ในประเทศกำลังพัฒนาเกิดขึ้นน้อยมาก
เพราะรัฐบาลส่วนใหญ่เกรงการแซงชั่นจากรัฐบาลสหรัฐฯ
ทั้งๆ
ที่เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของแต่ละประเทศ
ทั้งนี้
ผู้อำนวยการองค์การหมอไร้พรมแดน
เบลเยี่ยม(ประเทศไทย)
กล่าวว่า
การใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ
หรือการใช้สิทธิโดยรัฐ
กำลังได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาสังคมทั่วโลก
และที่ผ่านมากรณีของไทยเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีน้อยมากในโลกที่ผู้ป่วย
ผู้ติดเชื้อฯ นักวิชาการ
เภสัชกร ทนายความ
องค์กรพัฒนาเอกชนทั้งในประเทศและระดับสากลร่วมมือกันทำงานเพื่อผลักดันการเข้าถึงยา
แต่สิ่งที่ไทยยังขาดอยู่
คือ
รัฐบาลที่มุ่งมั่นและกล้าหาญ
ซึ่งเราหวังจะเห็นรัฐบาลเช่นนั้นในภาวะการณ์ปัจจุบัน
พอลกล่าว
|
ที่มา :
www.prachatai.com |
|