|
|
 |
"หมอมงคล" ยกบทเรียน "เมดิคอลฮับ" ทำขาดแพทย์ชนบท
|
| |
|
"หมอมงคล" จวกเอฟทีเอไม่เป็นประโยชน์ด้านสาธารณสุข ทำให้คนจนขาดโอกาส ยกตัวอย่าง "เมดิคอลฮับ" ก่อปัญหาแพทย์สมองไหล ชนบทขาดแคลนแพทย์ผลิตเพิ่มเท่าไหร่ก็ไม่พอ ระบุ หากทำเอฟทีเอจะไม่สามารถบังคับใช้ซีแอลได้
เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในการเปิดงาน FTA กับสาธารณสุขไทย : ไทยได้หรือเสีย? ว่า การทำเอฟทีเอ ด้านสาธารณสุข เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมาก ซึ่งเรามีบทเรียนจากนโยบายเมดิคอลฮับ ที่ถึงแม้จะมีผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารับการรักษาในไทยกว่า 2 ล้านคน โดยส่วนใหญ่มักเข้ามาแปลงเพศ ส่งผลให้โรงพยาบาลเอกชนใหญ่ๆ ดึงแพทย์ และพนักงานสาธารณสุขจากโรงพยาบาลรัฐและมหาวิทยาลัยมาให้บริการ เมื่อแพทย์ชนบทถูกดึงเข้าสู่เมือง การผลิตแพทย์จึงไม่เพียงพอ ทำให้ยังคงมีปัญหาขาดแคลนแพทย์อยู่
นพ.มงคล กล่าวด้วยว่า การทำเอฟทีเอจะทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยถ่างออกไปอีก เพราะคนรวยเท่านั้นที่จะได้รับโอกาสมากขึ้น ขณะที่คนจนเดือดร้อน และขาดโอกาสมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสาธารณสุขดูในองค์รวมแล้วไม่ได้กำไรหรือประโยชน์อะไร อย่างการทำเอฟทีเอกับญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นกำลังเตรียมทำสัญญานำขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะอุตสาหกรรม ที่จะนำมาแปลงเป็นสินค้ามีค่าโดยคนรวยในประเทศไทยจะเลือกส่วนที่ดีไว้ ส่วนของเสียจะจ้างบริษัททำลายขยะมีพิษนำไปทิ้งในพื้นที่ชนบท และไม่มีการฝังกลบ ตามขั้นตอนกระบวนการ
"ผลเสียจากการทำเอฟทีเอที่เกิดขึ้นกับการสาธารณสุขไม่ได้มีเพียงเท่านั้น ยังรวมไปถึงการที่ท่าเรือมีถัง ตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากที่หากมีการระเบิด หรือรั่วไหลของสารบางอย่างอาจทำให้เกิดการระเบิดกลายเป็นหายนะของคน กทม. รวมทั้งกรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่ต่างชาตินำอุตสาหกรรมสกปรกมาไว้ที่ประเทศไทย คนไทยก็หลงยินดี แต่ในความเป็นจริงมีการสำรวจพบว่าชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวมีผู้ป่วยโรคมะเร็งทุกชนิดเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาเป็นเวลากว่า 10 ปี นี่คือ ความน่ากลัวที่จะเกิดขึ้นจากการทำเอฟทีเอ ที่เปิดให้ต่างชาติมาใช้แผ่นดินไทยในราคาถูก ที่สำคัญ การทำเอฟทีเอถือเป็นเวทีการต่อรองของผู้ที่มีศักยภาพและละเอียดรอบคอบในการวางแผนรักษาผลประโยชน์ของตนเอง แต่ประเทศไทยยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับเอฟทีเอชัดเจน" นพ.มงคล กล่าว
นพ.มงคล กล่าวต่อว่า ในส่วนของการบังคับใช้สิทธิบัตร สธ.จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องบังคับใช้สิทธิกับยาที่เจรจามาแล้วไม่ได้ผล และเป็นยาที่มีความจำเป็นต่อคนไทย ซึ่งหลังจากประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาบริษัทกลับเป็นฝ่ายเข้ามาขอเจรจากับ สธ.โดยมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อต่อรองเจรจาที่มีหลักฐานชัดเจน
"ก่อนที่ สธ.จะบังคับใช้สิทธิ ได้มีการเจรจากับบริษัทยามานาน ในการที่จะทำให้คนจนเข้าถึงยาต้นตำรับด้วยการขอให้ลดราคา เพราะบริษัทยาถือว่าได้กำไรมาเป็น 20 ปีแล้ว แต่การเจรจาหลายครั้งไม่ได้ผล บริษัทยาไม่ยอมลดราคา ซึ่งมีหลักฐานชัดเจน โดย สธ.ได้ออกสมุดปกขาวให้เห็นความพยายามในการเจรจากับบริษัทยาว่า สธ.ต้องทุรนทุรายมากน้อยแค่ไหน" นพ.มงคล กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีบริษัทยาขอเข้าเจรจามากน้อยเท่าใด นพ.มงคล กล่าวว่า บริษัทยาที่ติดต่อขอเจรจามีหลายแห่งส่วนใหญ่เป็นยาที่มีคนใช้จำนวนมาก ทั้งนี้ ในส่วนที่บริษัทยาประกาศจะลดราคายาต้านไวรัสเอดส์ "เอฟฟาไวเร้นซ์" ลงนั้น สธ.จำเป็นต้องมียาให้ประชาชนอย่างเพียงพอ เมื่อไม่มีเงินซื้อยาก็ต้องสั่งเข้ามาก่อนในราคาถูก โดยยาคงคลังจะหมดในเดือนมีนาคมนี้ อย่างไรก็ตาม หากราคายาลดลงก็อาจใช้ยาทั้ง 2 ตัว คือ ยาดั้งเดิม และยาชื่อสามัญ โดยมีสิทธิเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้ง 2 อย่าง เนื่องจากมีการพิสูจน์แล้วว่ามีคุณภาพใกล้เคียงกัน
นพ.มงคล กล่าวต่อว่า สำหรับด้านอุตสาหกรรมยาของไทย นอกจากผู้ผลิตยาในประเทศจะต้องมีความเข้มแข็ง สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ และราคาที่แข่งขันได้ในตลาดโลกแล้ว ในอนาคตจำเป็นต้องมีการวิจัย ค้นคว้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง แทนการพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพราะหากเราต้องจ่ายค่าสิทธิบัตร ค่าศึกษาค้นคว้าแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่เราผลิตได้ จะไม่เหลืออะไรมาก และการที่เราจะมีสิทธิใช้ยาที่จำเป็นในการรักษาโรคในอนาคตก็จะยากมากขึ้นด้วย
"ประเทศไทยจะต้องมีการวิจัยและพัฒนาตัวยาใหม่ๆ ของเราเอง ไม่เช่นนั้นไทยก็จะทำได้เพียงไปเอายาเม็ดมา ไปเอาวัตถุดิบมาใส่แคปซูล ก็จะได้เพียงตลาดเล็กๆ ไทยก็ไม่พัฒนาเรื่องยา บริษัทยาไทยควรให้เงินสนับสนุนมหาวิทยาลัยในการทำวิจัย จะทำให้ไทยเข้มแข็งในเวทีโลก เป็นอาวุธต่อสู้กับเอฟทีเอในอนาคต" นพ.มงคล กล่าว
นพ.มงคล กล่าวอีกว่า การที่อุตสาหกรรมยาในประเทศไทยมีความเข็มแข็ง จะต้องมีการกระตุ้นให้มีการตั้งกองทุนการวิจัย ค้นคว้ายาต่างๆ และสมุนไพรที่มีอยู่ โดยเราจะต้องสามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้ทั้ง 2 ขา ซึ่งขาหนึ่งเป็นขาโลกาภิวัตน์และเอฟทีเอ ส่วนอีกขาเป็นการพึ่งพาตัวเองให้ได้ โดยทั้ง 2 ขา จะต้องเดินหน้าไปพร้อมๆ กัน ซึ่งถือเป็นการทำงานที่สวนกระแสกับกระแสที่เชี่ยวกราก โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่อยู่ที่จะบริหารจัดการอย่างไร กับชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในขณะนี้
ด้าน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การเจรจาการค้าเสรี เป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ในการค้าระหว่างประเทศเป็นทางเลือกที่ไม่มีใครการบังคับให้ทำ และทำแล้วไม่ใช่จะตายหรือฆ่าฟันกัน แต่อยู่ที่การเจรจาระหว่างประเทศที่หารือมีแนวทางร่วมกันที่จะช่วยพัฒนาให้ประเทศมีความเจริญก้าวหน้า และได้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งประเทศไทยได้ทำเอฟทีเอแล้วฉบับแรกกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ นอกจากนี้ มีที่อยู่ระหว่างการเจรจากับญี่ปุ่น และ EFTA ซึ่งเป็นประเทศในแถบยุโรป และที่เป็นประเด็นถกเถียงอย่างมากระหว่างไทยกับอเมริกา
ทั้งนี้ การทำเอฟทีเอมีทั้งผลดีและผลเสีย คือ ผลดีจะทำให้ระบบฐานข้อมูลสิทธิบัตรที่มีความเข็มแข็ง ตัวอย่างในสิงคโปร์ที่มีการลงทุนด้านการวิจัย และพัฒนามาก เพราะต่างชาติไว้ใจในการลงทุน ส่งผลให้อุตสาหกรรมยาในไทยมีความก้าวหน้าขึ้น ส่วนข้อเสียจะทำให้มีการจำกัดการบังคับใช้สิทธิ เป็นต้น
"เราได้ยินถึงเรื่องการพัฒนาการผลิตยาตัวใหม่มานานมากเป็น 10 ปี แต่ยังไม่เห็นมีการลงมือทำ ซึ่งเราอยากเห็นเจ้าภาพในการจัดการพัฒนาอุตสาหกรรมยาอย่างชัดเจนมากกว่าที่จะออกมาพูดเพียงอย่างเดียว โดยมีการออกเป็นนโยบายที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงยาราคาถูก และมีคุณภาพ" รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าว
ด้าน รศ.ดร.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ อาจารย์ประจำหน่วยปฏิบัติการเภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การสนับสนุนอุตสาหกรรมยาภายในประเทศ หน่วยงานราชการจะต้องมีส่วนช่วยด้วย เช่น ข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาในเว็บไซต์ หรือข้อมูลด้านอื่น ควรมีความสะดวกและเข้าถึงได้ง่าย เพื่ออุตสาหกรรมยาภายในประเทศจะใช้เป็นข้อมูลจะได้ทราบว่า ยาชนิดใดกำลังหมดสิทธิบัตร ยาชนิดใดมีการบังคับใช้สิทธิ รวมทั้งออกกฎหมายที่เอื้อให้เกิดการบังคับใช้สิทธิในประเทศ เพื่อให้เกิดการผลิตที่รองรับต่อความต้องการยาของคนในประเทศ รวมถึงการส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศที่ไม่มีกฎหมายสิทธิบัตร
"ไม่ใช่โทษแต่ภาคอุตสาหกรรมยาภายในประเทศว่า ไม่ยอมลงทุนในการวิจัยพัฒนาตัวยาใหม่ๆ ด้วยตนเอง ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไม่สร้างโอกาสในการช่วยเหลืออุตสาหกรรมยาในประเทศไทยเลย ถ้าจริงใจกับอุตสาหกรรมยาภายในประเทศจริง ทุกฝ่ายต้องช่วยเหลือกัน ดังนั้นการพูดว่า 10-20 ปี อุตสาหกรรมยาในประเทศไม่มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนานั้นก็ไม่ถูกต้อง" รศ.ดร.ภญ.จิราพร กล่าว
ที่มา : : ผู้จัดการออนไลน์ 16 กุมภาพันธ์ 2550 |
|
|
|
|
|
|
|