การต่อสู้ในเรื่องสิทธิบัตรยาที่เป็นไม่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ติดตามมาอย่างต่อเนื่อง
นับตั้งแต่กรณียาเม็ดดีดีไอ เนื่องจากยาเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการมีชีวิตรอดของผู้ติดเชื้อ หากยาถูกผูกขาดด้วยเงื่อนไขที่ไม่เป็น นั่นอาจหมายถึงชีวิตของผู้ติดเชื้ออีกหลายคนที่หมดโอกาสในการเข้าถึงยา
กรณียาเอแซดทีรวมกับยา3ทีซี หรือชื่อทางการค้าเรียกว่า “คอมบิด” ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสเอชไอวี ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่พวกเราต่อสู้เรียกร้องถึงความไม่ธรรมในการเข้ามาขอรับสิทธิบัตรในไทย
บริษัทแกล๊กโซ สมิธ ไคล์น ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตรยาเอแซดทีกับ3ทีซีแบบรวมเม็ดเดียวในต่างประเทศ มีชื่อทางการค้าว่า คอมบิด
เมื่อประมาณปี 2540 บริษัทแกล็กโซได้ขอจดสิทธิบัตรยาดังกล่าวในเมืองไทย ซึ่งทุกครั้งที่มีการขอจดสิทธิบัตร จำต้องมีการประกาศให้สาธารณชนทราบ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีการประกาศแล้ว ใครไม่เห็นด้วยก็จะได้สามารถยื่นคำคัดค้านได้ก่อนที่จะมีการประกาศให้สิทธิบัตร
ดังนั้นมูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา (มสพ.) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกับเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ในกรณียาดีดีไอ จึงได้ยื่นคัดค้านการจดสิทธิบัตรของบริษัทดังกล่าวไปที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2540 ด้วยเหตุผล
• ยานี้ไม่ใช่ยาใหม่ มีการใช้อย่างแพร่หลายแล้ว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
• การนำยาสองชนิดมารวมกันนั้น เป็นเพียงการคิดค้นและผลิตขั้นพื้นฐานในวงการเภสัชกรรม
แต่เมื่อ วันที่ 11 ตุลาคม 2548 ตามหนังสือเลขที่ พณ 0706/1230 ของสำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านของมูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีเอกสารฉบับใดที่ปรากฏให้เห็นชัดว่า มีการเปิดเผยข้อมูลของสิ่งประดิษฐ์อย่างครบถ้วน จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ายานี้เป็นยาเก่าที่ใช้กันมานานแล้ว
แต่มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา ได้ยื่นคำอุทธรณ์ไปทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2548 โดยยืนยันในประเด็นเดิม
นอกจากนั้นพวกเรายังมีความเป็นห่วงว่า หากปล่อยให้มีการจดสิทธิบัตรเกิดขึ้นในเมืองไทย ย่อมทำให้เกิดผลกระทบด้านราคายา เพราะมีการผูกขาดการผลิตยาในเชิงพาณิชย์ นั่นทำให้ประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ไม่สามารถเข้าถึงยา อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สปสช. ซึ่งต้องรับผิดชอบดูแลในด้านการให้ยาต้านตามระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็ต้องใช้งบประมาณในการบริการจัดการสูงขึ้น กระทบในการรักษาผู้ป่วย จึงเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและสวัสดิภาพของประชาชน
ในส่วนของเครือข่ายภาคประชาชน นอกจากจะมีการคัดค้านผ่านช่องทางที่กฎหมายกำหนดแล้ว เรายังมีการเคลื่อนไหวคัดค้านที่หน้าบริษัทแกล๊กโซ ประเทศไทย เพื่อให้ถอดสิทธิบัตรที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าวออกไปจากประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2549
ในที่สุด เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2549 การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนก็สำเร็จ เมื่อบริษัทแกล๊กโซขอถอนคำขอรับสิทธิบัตรออกจากประเทศไทย หลังจากที่พวกเราไปเคลื่อนไหวกันที่หน้าบริษัทยา |