กิจกรรมเครือข่ายฯ
"รู้จัก รักษาได้"
คู่มือการดูแลตัวเอง ของผู้ติดเชื้อฯ การประเมินสุขภาพ การสำรวจร่างกาย และโรคฉวยโอกาส
   
"ร่วมรู้ ร่วมรักษา"
ข้อมูลการรักษา ด้วยยาต้านไวรัส สูตรยา อาการข้างเคียง และการดื้อยา
   
สิทธิประโยชน์ ในหลักประกันสุขภาพ
ชุดสิทธิประโยชน์ ด้านการรักษา และการให้บริการ เกี่ยวกับ เอชไอวี/เอดส์ ในระบบหลักประกันสุขภาพ
   
การตรวจเลือด ต้องสมัครใจ!
การตรวจเลือด ไม่ใช่แค่ ตัดสินใจแล้วลงมือ แต่ต้องมีความพร้อม และข้อมูลรอบด้าน นี่คือคู่มือเบื้องต้น สำหรับคุณ

ข้อเท็จจริง 3 ประกรที่ควรทราบเกี่ยวกับโรคเอดส์
   
 

“ทำ” แบบไหน ที่เสี่ยงเอดส์ และ “ทำ” แบบไหน ที่ไม่สี่ยง
การที่คนๆหนึ่งจะเสี่ยง หรือไม่เสี่ยง ต่อการับเชื้อเอชไอวีนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการคือ

1. ปริมาณของเชื้อต้องมากพอที่จะทำให้ติดต่อได้

ปริมาณของเชื้อเอชไอวีในสารคัดหลั่งของร่างกายแต่ละชนิดมีไม่เท่ากัน เชื้อเอชไอวีจะมีปริมาณมากที่สุดในเลือด รองลงมาในน้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด และน้ำนมแม่ตามลำดับ การที่คนๆหนึ่งจะรับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายจึงหมายถึงต้องได้รับสารคัดหลั่งตามที่กล่าวมาในปริมาณที่มากพอ เช่นการรับเลือด(กรณีถ่ายเลือด)  การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย หรือเด็กทารกที่กินนมแม่เป็นเวลานานๆ เป็นต้น

2. ต้องได้รับเชื้อเอชไอวีที่มีคุณภาพดีพอ

เชื้อเอชไอวีที่จะมีคุณภาพดีแข็งแรงและสามารถทำให้ติดต่อได้คือเชื้อเอชไอวีที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ นั่นคือ เชื้อต้องอยู่ในร่างกายของมนุษย์เท่านั้น เชื้อเอชไอวีที่ออกมานอกร่างกาย เช่นโดนความร้อน อยู่บนพื้นที่มีสารเคมีเช่นพื้นห้องน้ำ หรือโดนความเย็น เป็นต้น  ก็จะทำให้เชื้อด้อยคุณภาพจนไม่สามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้

3. ต้องมีช่องทางเข้าของเชื้อเอชไอวี

การที่เอชไอวีจะติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้นั้น ต้องมีช่องทางออกและเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง เช่นการมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่โดยไม่ป้องกัน หรือการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน

“ถ้าขาดปัจจัยข้อใดข้อหนึ่งก็ไม่เสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวี”

ดังนั้น การกินข้าวด้วยกัน ใช้ชีวิตประจำวันร่วมกัน พูดคุยกัน พบปะสังสรรค์กันกับผู้ติดเชื้อ ก็ไม่มีโอกาสเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีเลย เพราะไม่มีช่องทางใดที่จะให้ติดต่อกันได้

อีกทั้งยุงกัดก็ไม่ทำให้ติดเชื้อเอชไอวีได้ แม้ว่ายุงจะไปกัดผู้ติดเชื้อก็ตาม เนื่องจากเชื้อเอชไอวีจะติดต่อกันได้ ต้องผ่านจากคนไปยังคนเท่านั้น สัตว์ไม่สามารถเป็นพาหะของโรคได้

   
สิทธิประโยชน์ของผู้ติดเชื้อฯ
   
 

สิทธิการรักษาต่างๆ

  • บัตรประกันสุขภาพทั่วหน้าครอบคลุมการรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสทุกโรค รวมถึงการใช้ยาต้านไวรัส
  • บัตรประกันสังคม ครอบคลุมทุกโรคและยาต้านไวรัสตามสูตรที่กำหนด 
  • ข้าราชการ ครอบคลุมทุกโรค  และยาต้านไวรัส
  • กรณีมีค่าใช้จ่ายแต่ไม่สามารถจ่ายได้ สามารถติดต่อขอรับบริการสังคมสงเคราะห์ ของโรงพยาบาล
  • สามารถติดต่อขอ ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องสิทธิประโยชน์ ได้ที่ สายปรึกษาของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพ 1330

 

สิทธิประโยชน์เรื่องเอชไอวี/เอดส์ ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ประชาชนทุกคนที่ใช้บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) สามารถรับบริการในเรื่องเอชไอวี/เอดส์ ตามสถานพยาบาลที่ระบุในบัตรทอง

สิทธิได้รับเกี่ยวกับเรื่องเอชไอวี/เอดส์

    • บริการให้คำปรึกษาเพื่อประเมินพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงการให้คำปรึกษาทั้งก่อนและหลังการตรวจเลือด (ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และมีการแจกถุงยางอนามัย)
    • การตรวจเลือดเพื่อหาการติดเชื้อเอชไอวี (ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง) ไม่รวมการตรวจเลือดเพื่อสมัครงาน การเข้ารับการศึกษา การบวชพระ การตรวจสุขภาพประจำปี การทำประกันชีวิต
    • การตรวจหาจำนวนภูมิต้านทาน (ซีดี 4) ปีละ 2 ครั้ง
    • การดูแลรักษาโรคฉวยโอกาสทุกโรค
    • การจ่ายยาต้านไวรัสเอชวีในสูตรพื้นฐาน และสูตรสำรอง
    • ได้รับยาลดไขมันในเลือด และยาโรคเบาหวาน ในกรณีที่กินยาต้านฯ
    • การตรวจปริมาณไวรัสในกระแสเลือด (ไวรัลโหลด) หลังกินยาต้านฯไปแล้ว 6 เดือน หลังจากนั้นได้รับการตรวจปีละ 1 ครั้ง
    • ได้รับการตรวจหารการดื้อยา เมื่อผลไวรัลโหลดมีค่ามากกว่า 2,000 ก้อปปี้
    • ได้รับการตรวจภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย ได้แก่ การตรวจนับเม็ดเลือด น้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด การทำงานของตับ
    • การตรวจหาการติดเชื้อในเด็กที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อเอชไอวีด้วยวิธี PCR ตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์ ถึง 6 เดือน
'เอดส์'รักษาได้
   
 

เอดส์รักษาได้ เอชไอวีควบคุมได้

เมื่อเรารับเชื้อเอชไอวี เราจะมีสุขภาพไม่ต่างจากเดิมเลย เพราะเชื้อเอชไอวี จะไม่ทำให้เราป่วยทันที ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเรายังมีภูมิคุ้มกันที่สามารถควบคุมหรือจัดการกับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ อาการเจ็บป่วยจากโรคฉวยโอกาสจึงไม่ปรากฏ เรียกว่าเป็น “ผู้ติดเชื้อเอชไอวี”

เมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายไปเรื่อยๆ (ซึ่งโดยเฉลี่ยผู้ติดเชื้อในประเทศไทย ใช้เวลา 7- 10 ปี จึงจะเริ่มป่วย) จนไม่สามารถควบคุมหรือจัดการกับเชื้อโรคบางอย่างได้ แต่จะทำลายภูมิคุ้มกันทำให้เราป่วย ด้วยเชื้อโรคนั้นๆ เรียกว่าเริ่มมี ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเป็น “ผู้ป่วยเอดส์”

โรคที่เราป่วยเนื่องจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เรียกว่า โรคติดเชื้อฉวยโอกาส ที่สำคัญคือ โรคติดเชื้อฉวยโอกาสส่วนใหญ่รักษาได้ และมีหลายโรคที่ป้องกันได้แบบไหนเรียกว่าภูมิคุ้มกัน

ในทางการแพทย์จะใช้การตรวจ ซีดี 4   ซึ่งเป็นการตรวจเลือดเพื่อนับจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด ซีดี 4 (ภูมิคุ้มกัน) ถ้าซีดี 4 ต่ำกว่า 200 หรือเมื่อเริ่มมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ เช่น เชื้อราในปาก เริมที่อวัยวะเพศ (เป็นบ่อยหรือเป็นรุนแรง) วัณโรค งูสวัดที่รุนแรงหรือเป็นซ้ำใน 1 ปี เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดอักเสบ ถือว่าอยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

เมื่อประเมินว่าภูมิคุ้มกันบกพร่อง  สิ่งที่ต้องนึกถึงคือ การเริ่มรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีและการป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาส   เช่น  ปอดอักเสบพีซีพี  เชื้อราเยื่อหุ้มสมอง  ฝีในสมอง  เป็นต้น

การที่ผู้ติดเชื้อเอช ไอ วี จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับว่าผู้ติดเชื้อคนนั้นป่วยช้าหรือเร็ว และเมื่อป่วยแล้วได้รับการรักษาที่เหมาะสมทันท่วงทีหรือไม่

 

ปัจจัยที่ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ไม่ป่วยหรือป่วยช้า

1) ปริมาณและความรุนแรงของเชื้อเอชไอวี ถ้าร่างกายมีปริมาณเชื้อเอชไอวีมากก็จะป่วยเร็ว ดังนั้นหากไม่รับเชื้อเพิ่ม รวมทั้งได้รับยาต้านไวรัส เอชไอวี สุขภาพก็จะแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย

2) การป้องกันและรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสอย่างทันท่วงที การป่วยด้วยโรคฉวยโอกาสแต่ละครั้ง จะทำให้ภูมิคุ้มกันลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเมื่อเริ่มมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรกินยาป้องกันก่อนป่วยและถ้าป่วยต้องรีบรักษา

นอกจากนี้เชื้อเอชไอวี ยังสามารถควบคุมได้โดยการใช้ยาต้านไวรัส ซึ่งมีหน้าที่ไม่ให้เชื้อเอชไอวีทำลายภูมิคุ้มกันได้  ผู้ติดเชื้อได้รับยาต้านไวรัสอย่างเหมาะสม จะทำให้ภูมิคุ้มกันสูงพอที่จะป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้เกือบทุกโรค

เอดส์เป็นเพียงโรคเรื้อรัง ซึ่งสามารถดูแลรักษา รวมถึงป้องกันไม่ให้ป่วยได้

   
การตรวจเลือด
   
 

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีเชื้อเอชไอวีหรือไม่

 


เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเราติดเชื้อเอชไอวีด้วยการดูจากอาการหลังรับเชื้อ เพราะไม่มีอาการใดที่บ่งชี้แน่ชัดว่าเรารับเชื้อเอชไอวีมา

มีเพียงวิธีเดียวที่รู้ได้ คือ การตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี  โดยให้นับจากวันที่เรามีความเสี่ยงครั้งสุดท้ายนาน 3 เดือน   ผลเลือดที่ออกมาจะเป็นการยืนยันพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่อดีตจนถึงครั้งล่าสุด

ทำไมต้อง 3 เดือน  
ระยะ 3 เดือนนี้เรียกว่า “วินโดว์พีเรียด” (window period) หมายถึง ช่วงเวลาที่ยังอาจตรวจไม่พบการติดเชื้อ เหตุผลก็คือ โดยทั่วไปการตรวจเลือดไม่ได้ใช้วิธีการตรวจหาตัวเชื้อเอชไอวีโดยตรง แต่เป็นการตรวจหาสารภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นที่เรียกว่า “แอนติบอดี”

ถ้าเราได้รับเชื้อเอชไอวีจริงๆ ร่างกายจะค่อยๆ สร้างสารชนิดนี้ออกมา เพื่อต่อต้านหรือกำจัดเชื้อเอชไอวี ซึ่งโดยปกติแล้ว ร่างกายจะใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือนในการสร้างแอนติบอดี จนมีปริมาณมากพอที่จะตรวจพบการติดเชื้อ จึงจะให้ผลเป็นบวก  แต่ถ้าเราประเมินความเสี่ยงครั้งสุดท้ายผิดพลาด ก็จะทำให้การนับระยะเวลาไม่ถึง 3 เดือน  ผลอาจออกมาเป็นลบ  แม้ว่าร่างกายจะมีเชื้อเอชไอวีอยู่จริงก็ตาม

ในทางกลับกัน ถ้าเรานับความเสี่ยงครั้งสุดท้ายถูกต้องและนานเกิน 3 เดือน หากผลการตรวจออกมาเป็น ลบ จะหมายถึงเราไม่มีเชื้อเอชไอวีนับจากอดีตจนถึงความเสี่ยงครั้งสุดท้ายนั้น

การตรวจเลือดเป็นสิทธิที่คุณจะตรวจหรือไม่ตรวจก็ได้ การบังคับตรวจเลือดไม่ว่ากรณีใดๆ  ไม่สามารถทำได้ ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
การเปิดเผยผลเลือดถือเป็นสิทธิเฉพาะบุคคลที่ผู้อื่นไม่สามารถนำไปเปิดเผยได้ถ้าเราไม่ยินยอม

เมื่อตัดสินใจไปตรวจเลือด
เมื่อคุณประเมินตนเองแล้วว่าพร้อมและตัดสินใจที่จะไป ตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี

คุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน  คลินิกนิรนาม หรือคลินิกเอกชน ที่มีความพร้อม โดยต้องมีบริการให้การปรึกษาก่อนและหลังการตรวจเลือด  ซึ่งเป็นบริการสำคัญที่จะช่วยให้คุณเข้าใจผลการตรวจและช่วยกันวางแผนต่างๆ เพื่อรับมือกับผลเลือดที่จะตามมา

โดยทั่วไปวิธีการตรวจเลือดของทุกสถานบริการจะคล้ายกัน เทคโนโลยีการตรวจ ณ ปัจจุบันเรียกได้ว่า มีมาตรฐานมากพอและเชื่อถือได้

จากการสำรวจข้อมูลคุณภาพบริการปรึกษาก่อนและหลังตรวจเลือดในช่วง พ.ย.-ธ.ค.2547 จากการสุ่มตัวอย่างสถานบริการทั่วประเทศ โดยเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย พบว่า โรงพยาบาลรัฐมีแนวทางให้ข้อมูลการรักษาที่ถูกต้อง ทันสมัย มากกว่าสถานบริการเอกชน

ปัจจุบันสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กำหนดชุดสิทธิประโยชน์ ครอบคลุมบริการให้คำปรึกษาและตรวจเลือดโดยสมัครใจ ให้กับคนไทยทุกสิทธิการรักษา ทั้งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(บัตรทอง) สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม และสิทธิการรักษาอื่นๆ โดยสามารถรับบริการได้ที่หน่วยบริการตามบัตรทอง หรือ โรงพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งของรัฐและเอกชนทุกแห่ง 

แต่หากไม่ต้องการ ใช้สิทธิข้างต้น สามารถเลือกรับบริการได้โดยเสียค่าใช้จ่ายเอง โดย ภาครัฐราคาตกอยู่ประมาณ 80-300 บาท หากเป็นภาคเอกชน ราคาประมาณ 300-800 บาท

ถ้าวันนี้เราไม่มีเชื้อเอชไอวี จะทำให้ผลเลือดของเราเป็นลบตลอดไปได้อย่างไร
เราได้ประเมินกันตั้งแต่ต้นแล้วว่า เราเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีจากทางไหนบ้าง

บางคนเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน

บางคนเสี่ยงจากการใช้เข็มฉีดสารเสพติดร่วมกัน

แต่ทุกความเสี่ยงของคุณสามารถป้องกันและลดโอกาสที่จะรับเชื้อเอชไอวีได้

หากคุณคิดว่าคุณเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์ ถุงยางอนามัยเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยป้องกันได้ หรือหากคุณไม่สะดวกใจ มีปัญหาในการใช้ถุงยาง แต่อยากลดความเสี่ยงในการรับเชื้อ การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่สอดใส่ ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยคุณได้

หากคุณมีความเสี่ยงจากการใช้เข็มฉีดสารเสพติดร่วมกัน คุณอาจต้องหาเข็มส่วนตัวหรือหากจำเป็นต้องใช้ร่วมกับผู้อื่น ก็ควรทำความสะอาดเข็มก่อนใช้ทุกครั้งด้วยการสูบและฉีดล้างเข็มรวมทั้งกระบอกฉีดยาด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง

ในกรณีที่ไม่มีน้ำยาฆ่าเชื้อหรือสบู่ หากมีน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำสบู่ควรใช้ทำความสะอาดร่วมด้วย 

ที่สำคัญคือต้องล้างทั้งเข็มและกระบอกฉีด

การประเมินความต้องการหรืออาการที่ต้องใช้ยา รวมทั้งหากสามารถวางแผนการใช้ยาไว้ล่วงหน้าได้ ก็จะช่วยให้เราไม่เกิดอาการต้องการยาขั้นรุนแรงจนต้องใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น

แล้วถ้าผลเลือดออกมาเป็นบวก เราจะจัดการตัวเองอย่างไร?
หลายคนเมื่อรู้ว่าตัวเองติดเชื้ออาจรู้สึกแย่ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี อาย หรือรู้สึกว่าตัวเองหมดหวัง

บางคนก็อาจกังวลเมื่อมีอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย ทั้งที่ยังไม่ทราบผลเลือดแต่ก็คิดว่าการเจ็บป่วยดังกล่าวเป็นอาการของการติดเชื้อเอชไอวี

หลายคนหวาดวิตกว่าหากเป็นผู้ป่วยเอดส์แล้วจะเสียชีวิตเร็ว จะอยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้ สังคมจะรังเกียจ

ความรู้สึกเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ แต่ก็สามารถคลี่คลายหรือบรรเทาได้ด้วยการพูดคุยเพื่อหาข้อมูลและแนวทางในการอยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี

โดยอาจจะเลือกคุยกับคนที่เราไว้ใจหรืออาจจะโทรศัพท์พูดคุยกับสายปรึกษาปัญหาเอดส์ของหน่วยงานต่างๆ

อย่างไรก็ตามต้องบอกว่า การติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นคนไม่ดี คุณเพียงแต่ไม่สบายด้วยโรคๆ หนึ่งซึ่งสามารถรักษาให้หายได้

   
Hot line และสถานที่รักษา
   
 

หมายเลขโทรศัพท์ให้คำปรึกษา

มูลนิธิเข้าถึงเอดส์   โทร.0-2372-2222 ตั้งแต่ บ่ายสามโมง-สองทุ่ม ทุกวัน

คลีนิคนิรนาม          โทร 0-2256-4109 กด 1 จันทร์-ศุกร์ แปดโมงเช้า-หนึ่งทุ่ม  เสาร์ แปดโมงเช้า-สี่โมงเย็น

 

สถานพยาบาล

ต่างจังหวัด :   โรงพยาบาลประจำจังหวัด โรงพยาบาลประจำอำเภอ สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดนั้นๆ

กรุงเทพฯ     : โรงพยาบาลของรัฐและเอกชน ศูนย์บริการสาธารณสุขทั่วกรุงเทพฯ