|
|
 |
| |
สหรัฐประกาศชัด
ชะลอเจรจาเอฟทีเอกับไทยจนกว่าจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง |
|
|
 |
|
ที่มาโดย
: ประชาไท
www.prachathai.com
วันที่ : 7/11/2549
|
นางบาร์บารา วีเซล
ผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐ
ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนมาเลเซียเพื่อเจรจาเอฟทีเอกับมาเลเซีย
กล่าวว่า
สหรัฐได้ประกาศจุดยืนดังกล่าวอย่างชัดเจนและเชื่อว่ารัฐบาลไทยรับทราบและเข้าใจในเงื่อนไขนี้แล้ว
โดยระงับการเจรจาเอฟทีเอชั่วคราว
จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง
อีกทั้งในระยะ1 ปีข้างหน้านี้
ประเทศไทยก็ต้องใช้เวลาในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
จัดเตรียมการเลือกตั้งทั่วไป
ตลอดจนต้องใช้เวลาในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้งด้วย
ซึ่งรัฐบาลรักษาการของไทยชุดปัจจุบันให้คำมั่นว่า
จะเร่งจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ภายในเดือนตุลาคมปีหน้า
นายการุณ กิตติสถาพร
ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า
การที่ผู้แทนการค้าสหรัฐ(USTR)
ประกาศจะไม่เจรจา FTA
กับไทยจนกว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นถือเป็นการชะลอการเจรจาออกไปโดยปริยาย
โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งอย่างเป็นทางการอีก
"การเจรจาใดๆ
ต้องเกิดจากความยินยอมสองฝ่าย
ในกรณีนี้สหรัฐแสดงความต้องการชัดเจนไม่เจรจากับไทยก็สอดคล้องกับที่ไทยก็ยังไม่มีความพร้อมภายในที่จะเปิดการเจรจาเช่นกัน"
นายการุณ กล่าว
ก่อนหน้านี้สหรัฐเคยนำเรื่อง
GSP(เป็นชื่อย่อของ Generalized
System of Preferences หมายถึง
ระบบการให้สิทธิ
พิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไปที่ประเทศที่พัฒนาแล้วให้แก่สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดใน
ประเทศที่กำลังพัฒนา
โดยลดหย่อนหรือยกเว้นอากรขาเข้าแก่สินค้าที่มีอยู่ในข่ายได้รับสิทธิ
พิเศษทางการค้าทั้งนี้ประเทศผู้ให้สิทธิพิเศษฯ
จะเป็นผู้ให้แต่เพียงฝ่ายเดียวไม่หวังผลตอบ
แทนใดๆทั้งสิ้น)
มาต่อรองให้ไทยเร่งเจรจา FTA
แต่ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ต้องติดตามดูการพิจารณาอีกครั้ง
ขณะนี้ไทยได้ล็อบบี้ผู้ที่เกี่ยวข้องของสหรัฐไว้แล้วอย่างใกล้ชิด
และหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่จะเสร็จสิ้นต้นเดือน
พ.ย.นี้ ก็จะมีการทบทวนการล็อบบี้ใหม่เพื่อให้ได้ผลมากที่สุด
และในระยะยาวภาคเอกชนไทยควรจะเร่งปรับตัวสร้างความสามารถการแข่งขันให้ได้ด้วยตัวเองเพื่อจะได้ไม่ต้องพึ่ง
GSP ต่อไป
อย่างไรก็ตาม
กรณีที่กฎหมายการค้าที่สภาคองเกรสให้อำนาจฝ่ายบริหารของสหรัฐสามารถเจรจา
FTAได้นั้น จะหมดอายุในเดือน
ก.ค.50
ซึ่งกำหนดการเดิมจะต้องเจรจาให้เสร็จสิ้นในเดือน
ก.พ.50 เพื่อให้ FTAสามารถผ่านความเห็นชอบของสภาคองเกรสได้ทันและมีผลบังคับใช้ถือเป็นความกดดันด้านเวลาที่จะทำให้ได้ข้อตกลงที่ไม่ดี
ซึ่งเจตนารมณ์การเจรจาตั้งแต่เริ่มแรกคือจะไม่เจรจาบนเงื่อนไขกำหนดเวลาอยู่แล้ว
แต่ต้องเจรจาแล้วได้ข้อตกลงที่ดีและเป็นธรรมที่สุดกับทุกฝ่าย
ด้านนายเดช พัฒนเศรษฐพงษ์
นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย
กล่าวว่า
ผลกระทบจากการชะลอการเจรจา FTAไทย-สหรัฐออกไปอย่างน้อย
1
ปีคงยังไม่สามารถประเมินได้ขณะนี้
เพราะต้องพิจารณาผลกระทบจากการที่ประเทศคู่แข่งไทย
ได้แก่ มาเลเซีย และเกาหลีใต้
จะสามารถบรรลุข้อตกลง FTA
กับสหรัฐได้หรือไม่
นายอิทธิ พิศาลวานิช
ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
เปิดเผยถึง
กรณีที่สหรัฐอเมริกาประกาศระงับการเจรจาเอฟทีเอกับไทยชั่วคราวว่าเชื่อว่า
การที่สหรัฐชะลอการเจรจาเอฟทีเอกับไทยนั้น
น่าจะส่งผลดีให้กับประเทศ
ไม่ว่า จะเป็นการใช้เวลาปรับตัว
หรือศึกษาข้อดีข้อเสียจากการทำเอฟทีเอของรัฐ
รวมทั้งการใช้เวลาดังกล่าว
มาศึกษาทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนให้มากขึ้น
ทั้งประชาชน ผู้ผลิต
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
รวมทั้งเกษตรกรด้วย
นายอิทธิ ยังกล่าวถึง
เหตุผลที่สหรัฐเลือกที่จะชะลอการเจรจา
เอฟทีเอกับไทย อีกประการ 1 ว่า
ที่ผ่านมา
ได้มีการออกมาคัดค้านกรณีดังกล่าวจำนวนมาก
รวมทั้งรัฐบาลในชุดปัจจุบัน
ก็มีนโยบายหลักที่เน้นในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง
ซึ่งอาจะเป็นผลให้ไม่เน้นมีการเปิดประเทศอย่างเสรีมากนัก
สำหรับกระแสโลกต่อการเจรจาเอฟทีเอ
(รายงานจากเอเอฟพี)หนังสือพิมพ์อาซาฮี
ประเทศญี่ปุ่น
รายงานเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ว่า
รัฐบาลสหรัฐ
เตรียมยื่นข้อเสนอทำข้อตกลงการค้าเสรี
(เอฟทีเอ)
ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก
(เอเปค) ที่กรุงฮานอย เวียดนาม
ระหว่างวันที่ 18-19 พ.ย.
อาซาฮีอ้างแหล่งข่าวรัฐบาลญี่ปุ่นว่า
เมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา
กระทรวงต่างประเทศสหรัฐได้หารือกับกระทรวงต่างประเทศและการค้าของญี่ปุ่น
พร้อมระบุว่า
สหรัฐต้องการหารือถึงความเป็นไปได้ในการทำเอฟทีเอของกลุ่มเอเปค
กระทรวงต่างประเทศสหรัฐยอมรับว่า
เอฟทีเอพหุภาคีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเป็นเรื่องสำคัญในฐานะเป้าหมายระยะกลาง
และระยะยาว
ซึ่งแนวคิดดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับข้อเสนอของญี่ปุ่นที่ต้องการให้หารือแนวคิดทำข้อตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกรวม
16 ประเทศ คือ 10
ชาติสมาชิกสมาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(อาเซียน) บวกญี่ปุ่น จีน
เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย
และนิวซีแลนด์
โดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจของทั้ง 16
ประเทศได้จัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการเมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้มีกระแสข่าวว่า
สหรัฐแสดงความไม่พอใจอย่างไม่เป็นทางการถึงแนวคิดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก
เพราะไม่ต้องการเห็นการแบ่งภูมิภาคแปซิฟิก
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา
อาเซียนมีความคืบหน้าลดภาษีนำเข้าในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
เพื่อมุ่งสู่การรวมตัวเป็นตลาดเดี่ยวแบบยุโรป
ภายในปี 2558
ขณะเดียวกันอาเซียนได้ข้อสรุปเอฟทีเอกับจีน
และเกาหลีใต้ รวมถึงมีการเจรจาเอฟทีเอกับญี่ปุ่น
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์
และอินเดีย
การเคลื่อนไหวนี้ทำให้สหรัฐเร่งหาลู่ทางทำข้อตกลงการค้าเอเชีย-แปซิฟิก
ช่วงที่การเจรจาเปิดเสรีภายใต้องค์การการค้าโลกอยู่ในภาวะชะงักงัน
ส่วนทางเกาหลีใต้ ประธานาธิบดีโนมูเฮียนยืนยันหนักแน่นต่อรัฐสภาว่า
รัฐบาลจะพยายามอย่างดีที่สุดในการเจรจาทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี
(เอฟทีเอ) กับสหรัฐฯ
เพื่อหาข้อสรุปให้ก่อนกำหนด
แต่ขณะเดียวกัน
เกาหลีใต้จะไม่ยอมอ่อนข้อในประเด็นสำคัญๆ
เพียงเพื่อให้ทันกับเส้นตายที่กำหนดไว้
ทั้งนี้เมื่อเดือน ต.ค.
เกาหลีใต้และสหรัฐฯเพิ่งเปิดการเจรจาเอฟทีเอรอบที่
4 ขึ้นบนเกาะเจจูในประเทศเกาหลี
โดยคาดว่าการเจรจาจะยืดเยื้อออกไปถึงปีหน้า
ด้านประเทศจีน สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน
รายงานว่า
รัฐบาลจีนกำลังคิดหาทางจัดการเจรจาเอฟทีเอกับอินเดีย
ก่อนการเยือนอินเดียของประธานาธิบดีหู
จิ่นเทา ผู้นำจีน
โดยการค้าระหว่างจีนกับอินเดีย
นายฟู จื่อยิง
ผู้ช่วยรัฐมนตรีการค้าจีน
กล่าวว่า
หลังเปิดจุดพรมแดนอินเดีย-จีนแล้ว
รัฐบาลจีนกำลังพิจารณาที่จะเจรจาเอฟทีเอกับอินเดีย
หากทำสำเร็จจะเป็นการรวมกันของประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ
1 และ 2 ของโลก
โดยมีประชากรรวมกันถึง 2,400
ล้านคน |
|
|
|
|
 |
|
 |
 |
เรื่องน่ารู้ |
|
|
|
เกาะติดงาน
FTA |
|
|
ฉันคือเด็กคนหนึ่ง |
|
|
เรื่องเล่าการชุมนุม
FTA |
|
|
|
|
|
|