รู้จักเครือข่าย
งานเครือข่าย
การทำงานกับ รพ. ของกลุ่ม
กว่าจะถึงวันนี้ "ยาต้าน"...
ชมรมจัดซื้อยา
การต่อสู้เรื่องสิทธิบัตร
สมาชิกเครือข่าย
LINKS
สำนักโรคเอดส์
FTA watch
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์
สำนักงานหลักประกัน
สำนักงานประกันสังคม
ประชาไท
มพบ.
ตรวจเลือด...ต้องสมัครใจ
 

ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ในการเจรจาเอฟทีเอกับไทยในบทว่าด้วยสิทธิบัตร

     เอฟทีเอนั้นจะมีการเจรจาต่อไป เพราะคณะเจรจาไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจในการเจรจาต่อหรือไม่เจรจา มีเพียงผู้นำประเทศเท่านั้นที่เป็นผู้ตัดสินใจ  ดังนั้น เราจึงได้มีการคุยกันในวงของผู้ได้รับผลกระทบจากเอฟทีเอว่า "หากจะล้มเฟทีเอได้ มีทางเดียว คือ ล้มระบบการเมืองปัจจุบันโดยผู้นำประเทศคนปัจจุบันให้ได้"
  1. เรียกร้องให้ไทยให้สิทธิบัตรพืช และสัตว์ อย่างที่ทราบกันดีว่าระบบสิทธิบัตร จะต้องมีความใหม่ มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น และประยุกต์ใช้ทางอุตสาหกรรมได้ ข้อร้องนี้จึงเอื้อประโยชน์จากการต่อยอดความรู้ใหม่เท่านั้นประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีพืชสัตว์หลากหลายสายพันธุ์ แต่จะไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากระบบนี้เลย แต่สหรัฐฯ สามารถเอาพืชสัตว์เหล่านี้ไปปรับปรุงพันธุกรรมก็เป็นเจ้าของแล้ว เช่น ข้าวหอมมะลิของไทย หากสหรัฐเอาไปตัดแต่งพันธุกรรมก็สามารถเป็นเจ้าของได้ทันที
  2. เรียกร้องให้ไทยให้สิทธิบัตร วิธีการวิเคราะห์โรค การรักษาโรค และการผ่าตัด เช่น การเย็บ การทำแผล ฉีดยา ไม่ว่าจะทำขั้นตอนไหนก็ต้องเสียค่าสิทธิบัตรทั้งหมด ซึ่งวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ต้องควบคู่ไปกับการใช้ยาทีมีราคาแพง อันเป็นผลจากสิทธิบัตร ส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมด ผู้ใช้บริการต้องจ่ายเองทั้งหมด ซึ่งข้อเรียกร้องนี้ ไม่พบในเอฟทีเอที่สหรัฐได้ทำกับประเทศต่าง ๆ ที่ผ่านมา
  3. ไม่ให้มีการคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรก่อนการออกสิทธิบัตร นั่นคือ ไม่ยอมให้มีการตรวจสอบจากสาธารณะก่อนการออกสิทธิบัตร กระบวนการฟ้องร้องหรือคัดค้านจะทำได้เมื่อได้รับสิทธิบัตรแล้วเท่านั้นเมื่อได้รับสิทธิบัตรก็ได้รับประโยชน์ผูกขาดตลาดอย่างสมบูรณ์แล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “คอมบิด” ถ้าไทยยอมรับข้อเสนอนี้ การคัดค้านการให้สิทธิบัตร ยาคอมบิดจะไม่สามารถทำได้อีกต้องรอให้มีการออกสิทธิบัตรก่อนเมื่อถึงตอนนั้นการฟ้องร้องหรือคัดค้านก็ทำได้ยากขึ้น
  4. จำกัดการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ หรือไม่สามรถใช้ได้ จำกัดให้ใช้ได้เฉพาะเมื่อประเทศมีอุบัติเหตุฉุกเฉินเท่านั้น และการจ่ายค่าตอบแทนต้องครอบคลุมอย่างสมบูรณ์ทั้งหมดของการใช้สิทธิ
  5. ขยายอายุสิทธิบัตรออกไปมากกว่า 20 ปี เพื่อชดเชยความล่าช้าจากกระบวนการจดสิทธิบัตร นอกจากนั้นยังขยายเวลาอายุสิทธิบัตรเพื่อชดเชยความล่าช้าจากการขึ้นทะเบียนตำรับยาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทั้งที่กระบวนการจดสิทธิบัตรและการขึ้นทะเบียนตำรับยาไม่เกี่ยวข้องกันเลย เพราะมาตรการการขึ้นทะเบียนตำรับยาจะกลั่นกรองให้เฉพาะยาที่มีประสิทธิผลและความปลอดภัยการเร่งรัดนี้อาจส่งผลให้คุณภาพการกลั่นกรองลดลงความเสี่ยงต่ออันตรายของผู้ใช้ยาเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้น ยังต้องขยายอายุสิทธิบัตรตมเวลาการขึ้นทะเบียนตำรับยาในต่างประเทสด้วย เช่น ถ้าขึ้นทะเบียนตำรับยาในสหรัฐฯ ใช้เวลา 5 ปี และเมื่อกระบวนการขึ้นทะเบียนตำรับยาในไทยล่าช้าอีก 5 ปี ประเทศไทยต้องขยายอายุสิทธิบัตรของยาสหรัฐฯ อีก 10 ปี เป็นต้น ทำให้เกิดการผูกขาดตลาดยา
  6. ต้องให้โอกาสผู้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร แก้ไขคำขอได้อย่างน้อย 1 ครั้ง นั่นคือเปิดโอกาสให้มีการจองการจดสิทธิบัตรในสิ่งที่ยังไม่ค้นพบ ดังนั้น เจ้าของสิทธิบัตรสามารถแก้ไขคำขอในสาระสำคัญไดตลอดเวลา เป็นการเปิดโอกาสให้มีการจองการจดสิทธิบัตรในสิ่งที่ยังไม่ได้ค้นพบ เพราะถ้าเจอข้อมูลใหม่ เจ้าของสิทธิบัตรก็มาจดได้ และเมื่อเจอข้อมูลเพิ่มเติมอีกก็มาแก้ไขของเดิมได้เรื่อย ๆ
  7.  ลดคุณภาพของข้ออ้างสิทธิในสิทธิบัตรโดยไม่จำเป็นต้องมีการทดลองได้ และไม่จำเป็นต้องประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม เพียงแสดงว่ามีความจำเพาะ มีแก่นสาร และน่าเชื่อถือว่าใช้ประโยชน์ได้ก็พอ ก่อให้เกิดปัญหาสิทธิบัตรไม่มีวันตาย (evergreening patent) เพราะสามารถกล่าวอ้างในสิทธิที่ไม่ต้องมีการทดลอง เพียงการเปลี่ยนแปลงผลึกของสาร ซึ่งอาจเกิดโดยธรรมชาติ เจ้าของสิทธิบัตรก็สามารถแก้ไขคำขอได้ เปิดโอกาสให้มีสิทธิบัตรต่อเนื่อง


    ของแถมที่ยัดเยียด(นอกเหนือจากเรื่องสิทธิบัตร) : มาตรการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่ถูกควบคุม

     
  8. ถ้าได้ให้ทะเบียนตำรับยาใหม่แล้ว จะไม่ให้ทะเบียนตำรับยาชื้อสามัญภายใน 5 ปี เป็นการผูกขาดข้อมูลยาใหม่อย่างสมบูรณ์ 5 ปี นับจากวันที่ได้ทะเบียนตำรับยาในไทย ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะขึ้นทะเบียนตำรับยาในไทยหรือต่างประเทศ
  9. ผูกขาดตลาดยาตัวเก่าที่มีข้อมูลทางการรักษาใหม่ต่อไปอีกอย่างน้อย 3 ปี นับจากวันที่ได้ทะเบียนตำรับยาในไทย ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะใช้ในการขึ้นทะเบียนตำรับในไทยหรือใช้ในต่างประเทศมาแล้ว ทั้งที่ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลสาธารณะแล้วก็ตาม เช่น ยา 3TC เคยรักษาโรคไตได้ แล้วปรากฏตอนหลังมารักษาโรคเอดส์ได้ จะต้องให้สิทธิบัตรเพิ่มไปอีก 3 ปี
  10. ผูกขาดข้อมูลสารเคมีการเกษตรตัวเก่าที่มีการใช้ใหม่อย่างน้อย 10 ปี นับจากวันที่ได้ทะเบียนในไทย ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะใช้ในการขึ้นทะเบียนในไทยหรือต่างประเทศ เช่น ยาตัวหนึ่งเคยฆ่ายาได้ แต่ตอนหลังรู้ว่าฆ่าหอยได้ ต้องเพิ่มอายุสิทธิบัตรอีก 10 ปี
  11. ถ้ายาหรือสารเคมีการเกษตรข้างต้นมีสิทธิบัตร และหมดอายุก่อนการผูกขาดข้อมูล ก็ไม่มีผลให้การผูกขาดตลาดจากการผูกขาดข้อมูลหมดไป
  12. ให้หน่วยงานรัฐ คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำหน้าที่เป็นตำรวจสิทธิบัตร โดยไม่มีมาตรการป้องกันมิให้มีการขึ้นทะเบียนตำรับยาที่มีการละเมิดสิทธิบัตร และต้องแจ้งให้เจ้าของสิทธิบัตรทราบถึงการขึ้นทะเบียนตำรับยานั้น (ซึ่ง อย. ไม่เคยทำหน้าที่นี้มก่อน) ทำให้อย. ต้องเสียเวลาในการค้นหาข้อมูลสถานะสิทธิบัตร ส่งผลให้ยาชื่อสามัญออกสู่ตลาดช้า
     
 
เรื่องน่ารู้
คำประกาศสิทธิ ผู้ป่วย
สิทธิประโยชน์เรื่องยาต้านไวรัส
  - ประกันสังคม
  - หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
 เกาะติดงาน FTA
ระวัง 30 บาทล่มสลาย
แถลงประกาศชัยชนะเบื้องต้น
แถลงการณ์ "จุดยืน" เครือข่ายฯ
แถลงการณ์กลุ่ม "ศึกษาปัญหายา"
ฉันคือเด็กคนหนึ่ง
ข้อเท็จจริง 10 ประการ
เรื่องเล่าการชุมนุม FTA
การชุมนุมเอฟทีเอวันที่ 8-9 

 การชุมนุมเอฟทีเอวันที่ 10 

การชุมนุมเอฟทีเอวันที่ 13 

ภาพบางส่วนจากการชุมนุม
 
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย
494 ซอยนครไทย 11 ลาดพร้าว 101 คลองจั่น บางกะปิ กรุงเทพ 10240
โทร. (66)2377-5065 แฟกซ์ (66) 2377-9719 E-mail : tnpth@thaiplus.net