|
|
 |
| |
ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ในการเจรจาเอฟทีเอกับไทยในบทว่าด้วยสิทธิบัตร |
|
|
 |
|
เอฟทีเอนั้นจะมีการเจรจาต่อไป
เพราะคณะเจรจาไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจในการเจรจาต่อหรือไม่เจรจา
มีเพียงผู้นำประเทศเท่านั้นที่เป็นผู้ตัดสินใจ
ดังนั้น
เราจึงได้มีการคุยกันในวงของผู้ได้รับผลกระทบจากเอฟทีเอว่า
"หากจะล้มเฟทีเอได้
มีทางเดียว คือ
ล้มระบบการเมืองปัจจุบันโดยผู้นำประเทศคนปัจจุบันให้ได้" |
|
|
|
-
เรียกร้องให้ไทยให้สิทธิบัตรพืช
และสัตว์
อย่างที่ทราบกันดีว่าระบบสิทธิบัตร
จะต้องมีความใหม่
มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น
และประยุกต์ใช้ทางอุตสาหกรรมได้
ข้อร้องนี้จึงเอื้อประโยชน์จากการต่อยอดความรู้ใหม่เท่านั้นประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ
มีพืชสัตว์หลากหลายสายพันธุ์
แต่จะไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากระบบนี้เลย
แต่สหรัฐฯ
สามารถเอาพืชสัตว์เหล่านี้ไปปรับปรุงพันธุกรรมก็เป็นเจ้าของแล้ว
เช่น ข้าวหอมมะลิของไทย
หากสหรัฐเอาไปตัดแต่งพันธุกรรมก็สามารถเป็นเจ้าของได้ทันที
-
เรียกร้องให้ไทยให้สิทธิบัตร
วิธีการวิเคราะห์โรค
การรักษาโรค และการผ่าตัด
เช่น การเย็บ การทำแผล ฉีดยา
ไม่ว่าจะทำขั้นตอนไหนก็ต้องเสียค่าสิทธิบัตรทั้งหมด
ซึ่งวิธีการต่าง ๆ
เหล่านี้ต้องควบคู่ไปกับการใช้ยาทีมีราคาแพง
อันเป็นผลจากสิทธิบัตร
ส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ผู้ใช้บริการต้องจ่ายเองทั้งหมด
ซึ่งข้อเรียกร้องนี้
ไม่พบในเอฟทีเอที่สหรัฐได้ทำกับประเทศต่าง
ๆ ที่ผ่านมา
-
ไม่ให้มีการคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรก่อนการออกสิทธิบัตร
นั่นคือ
ไม่ยอมให้มีการตรวจสอบจากสาธารณะก่อนการออกสิทธิบัตร
กระบวนการฟ้องร้องหรือคัดค้านจะทำได้เมื่อได้รับสิทธิบัตรแล้วเท่านั้นเมื่อได้รับสิทธิบัตรก็ได้รับประโยชน์ผูกขาดตลาดอย่างสมบูรณ์แล้ว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “คอมบิด”
ถ้าไทยยอมรับข้อเสนอนี้
การคัดค้านการให้สิทธิบัตร
ยาคอมบิดจะไม่สามารถทำได้อีกต้องรอให้มีการออกสิทธิบัตรก่อนเมื่อถึงตอนนั้นการฟ้องร้องหรือคัดค้านก็ทำได้ยากขึ้น
-
จำกัดการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ
หรือไม่สามรถใช้ได้
จำกัดให้ใช้ได้เฉพาะเมื่อประเทศมีอุบัติเหตุฉุกเฉินเท่านั้น
และการจ่ายค่าตอบแทนต้องครอบคลุมอย่างสมบูรณ์ทั้งหมดของการใช้สิทธิ
-
ขยายอายุสิทธิบัตรออกไปมากกว่า
20 ปี
เพื่อชดเชยความล่าช้าจากกระบวนการจดสิทธิบัตร
นอกจากนั้นยังขยายเวลาอายุสิทธิบัตรเพื่อชดเชยความล่าช้าจากการขึ้นทะเบียนตำรับยาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
ทั้งที่กระบวนการจดสิทธิบัตรและการขึ้นทะเบียนตำรับยาไม่เกี่ยวข้องกันเลย
เพราะมาตรการการขึ้นทะเบียนตำรับยาจะกลั่นกรองให้เฉพาะยาที่มีประสิทธิผลและความปลอดภัยการเร่งรัดนี้อาจส่งผลให้คุณภาพการกลั่นกรองลดลงความเสี่ยงต่ออันตรายของผู้ใช้ยาเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนั้น
ยังต้องขยายอายุสิทธิบัตรตมเวลาการขึ้นทะเบียนตำรับยาในต่างประเทสด้วย
เช่น
ถ้าขึ้นทะเบียนตำรับยาในสหรัฐฯ
ใช้เวลา 5 ปี
และเมื่อกระบวนการขึ้นทะเบียนตำรับยาในไทยล่าช้าอีก
5 ปี
ประเทศไทยต้องขยายอายุสิทธิบัตรของยาสหรัฐฯ
อีก 10 ปี เป็นต้น
ทำให้เกิดการผูกขาดตลาดยา
-
ต้องให้โอกาสผู้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร
แก้ไขคำขอได้อย่างน้อย 1
ครั้ง
นั่นคือเปิดโอกาสให้มีการจองการจดสิทธิบัตรในสิ่งที่ยังไม่ค้นพบ
ดังนั้น
เจ้าของสิทธิบัตรสามารถแก้ไขคำขอในสาระสำคัญไดตลอดเวลา
เป็นการเปิดโอกาสให้มีการจองการจดสิทธิบัตรในสิ่งที่ยังไม่ได้ค้นพบ
เพราะถ้าเจอข้อมูลใหม่
เจ้าของสิทธิบัตรก็มาจดได้
และเมื่อเจอข้อมูลเพิ่มเติมอีกก็มาแก้ไขของเดิมได้เรื่อย
ๆ
-
ลดคุณภาพของข้ออ้างสิทธิในสิทธิบัตรโดยไม่จำเป็นต้องมีการทดลองได้
และไม่จำเป็นต้องประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม
เพียงแสดงว่ามีความจำเพาะ
มีแก่นสาร
และน่าเชื่อถือว่าใช้ประโยชน์ได้ก็พอ
ก่อให้เกิดปัญหาสิทธิบัตรไม่มีวันตาย
(evergreening patent)
เพราะสามารถกล่าวอ้างในสิทธิที่ไม่ต้องมีการทดลอง
เพียงการเปลี่ยนแปลงผลึกของสาร
ซึ่งอาจเกิดโดยธรรมชาติ
เจ้าของสิทธิบัตรก็สามารถแก้ไขคำขอได้
เปิดโอกาสให้มีสิทธิบัตรต่อเนื่อง
ของแถมที่ยัดเยียด(นอกเหนือจากเรื่องสิทธิบัตร)
:
มาตรการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่ถูกควบคุม
-
ถ้าได้ให้ทะเบียนตำรับยาใหม่แล้ว
จะไม่ให้ทะเบียนตำรับยาชื้อสามัญภายใน
5 ปี
เป็นการผูกขาดข้อมูลยาใหม่อย่างสมบูรณ์
5 ปี
นับจากวันที่ได้ทะเบียนตำรับยาในไทย
ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะขึ้นทะเบียนตำรับยาในไทยหรือต่างประเทศ
-
ผูกขาดตลาดยาตัวเก่าที่มีข้อมูลทางการรักษาใหม่ต่อไปอีกอย่างน้อย
3 ปี
นับจากวันที่ได้ทะเบียนตำรับยาในไทย
ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะใช้ในการขึ้นทะเบียนตำรับในไทยหรือใช้ในต่างประเทศมาแล้ว
ทั้งที่ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลสาธารณะแล้วก็ตาม
เช่น ยา 3TC เคยรักษาโรคไตได้
แล้วปรากฏตอนหลังมารักษาโรคเอดส์ได้
จะต้องให้สิทธิบัตรเพิ่มไปอีก
3 ปี
-
ผูกขาดข้อมูลสารเคมีการเกษตรตัวเก่าที่มีการใช้ใหม่อย่างน้อย
10 ปี
นับจากวันที่ได้ทะเบียนในไทย
ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะใช้ในการขึ้นทะเบียนในไทยหรือต่างประเทศ
เช่น ยาตัวหนึ่งเคยฆ่ายาได้
แต่ตอนหลังรู้ว่าฆ่าหอยได้
ต้องเพิ่มอายุสิทธิบัตรอีก 10
ปี
-
ถ้ายาหรือสารเคมีการเกษตรข้างต้นมีสิทธิบัตร
และหมดอายุก่อนการผูกขาดข้อมูล
ก็ไม่มีผลให้การผูกขาดตลาดจากการผูกขาดข้อมูลหมดไป
-
ให้หน่วยงานรัฐ คือ
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(อย.)
ทำหน้าที่เป็นตำรวจสิทธิบัตร
โดยไม่มีมาตรการป้องกันมิให้มีการขึ้นทะเบียนตำรับยาที่มีการละเมิดสิทธิบัตร
และต้องแจ้งให้เจ้าของสิทธิบัตรทราบถึงการขึ้นทะเบียนตำรับยานั้น
(ซึ่ง อย.
ไม่เคยทำหน้าที่นี้มก่อน)
ทำให้อย.
ต้องเสียเวลาในการค้นหาข้อมูลสถานะสิทธิบัตร
ส่งผลให้ยาชื่อสามัญออกสู่ตลาดช้า
|
|
|
|
|
|
|
 |
|
 |
 |
เรื่องน่ารู้ |
|
|
เกาะติดงาน
FTA  |
|
|
ฉันคือเด็กคนหนึ่ง |
|
|
เรื่องเล่าการชุมนุม
FTA  |
|
|
|
|
|
|