รู้จักเครือข่าย
งานเครือข่าย
การทำงานกับ รพ. ของกลุ่ม
กว่าจะถึงวันนี้ "ยาต้าน"...
ชมรมจัดซื้อยา
การต่อสู้เรื่องสิทธิบัตร
สมาชิกเครือข่าย
LINKS
สำนักโรคเอดส์
FTA watch
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์
สำนักงานหลักประกัน
สำนักงานประกันสังคม
ประชาไท
มพบ.
ตรวจเลือด...ต้องสมัครใจ
 

ผลกระทบต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ และผู้ป่วยเรื้อรัง ในการเจรจาเอฟทีเอกับไทยในบทว่าด้วยสิทธิบัตร

     สุรีรัตน์ ตรีมรรคา
คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์


เรามีสิทธิที่จะมีชีวิต
เครือข่ายด้านเอดส์ได้เคลื่อนไหวในประเด็นของการเข้าถึงยาต้านไวรัสเพราะพวกเราไม่สามารถทนเห็น หรือเฝ้ารอดูเพื่อนผู้ติดเชื้อฯ ของเราต้องเจ็บป่วย และเสียชีวิต เพราะไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้อีกต่อไป ในขณะที่ผู้ติดเชื้อในประเทศที่ร่ำรวยไม่ต้องเสียชีวิตด้วยสาเหตุอันเดียวกัน ศ.นพ. ประพันธ์ ภานุภาค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เอาจริงเอาจังกับการรักษาผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ พูดถึงข้อเท็จจริงของการรักษาในปัจจุบันว่า 'ผู้ติดเชื้อสามารถที่จะมีชีวิตอยู่และแก่ตายได้ หากเขาได้รับการดูแลรักษาที่ได้มาตรฐาน ซึ่งรวมถึงการมียาต้านไวรัสใช้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง' หรือนายแพทย์สมสิทธิ์ ตันศุภสวัสดิกุล จากโรงพยาบาลบำราศนราดูร ได้กล่าวถึงประสบการณ์การรักษาโรคแทรกซ้อนในผู้ติดเชื้อฯ ว่า "โรคแทรกซ้อนในผู้ติดเชื้อเป็นโรคที่รักษาได้ แต่ความเป็นจริงก็คือเมื่อเรารักษาโรคแทรกซ้อนโรคหนึ่งหายไป คนไข้ก็อาจจะต้องกลับมาในครั้งต่อๆ ไป เพื่อรักษาโรคแทรกซ้อนใหม่ที่เกิดขึ้นหรือโรคแทรกซ้อนเดิมที่กลับเป็นซ้ำ ทั้งที่เขาอาจจะไม่ต้องป่วยเช่นนี้ถ้าได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสที่ได้มาตรฐาน"

ขณะที่พวกเราตระหนักถึงความสำคัญของการที่ผู้ติดเชื้อจะมีโอกาสได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสที่ได้มาตรฐาน เราก็ได้พบว่าอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ติดเชื้อในประเทศกำลังพัฒนา (ซึ่งรวมถึงไทยด้วย) ที่มีคนยากจนเป็นประชากรส่วนใหญ่ของแผ่นดินนั้น ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัส เพราะยาต้านไวรัสเหล่านี้มีราคาแพงเกินไป สำหรับประเทศไทยนั้น ยาต้านไวรัสยังไม่สามารถนับรวมอยู่ในบริการตามโครงการหลักประกันสุขภาพ ๓๐ บาทรักษาครอบคลุมทุกโรค เนื่องด้วยเหตุผลเรื่องราคาเป็นสำคัญ

ราคายาที่แพงจนเข้าถึงไม่ได้เป็นเหตุให้มีผู้ติดเชื้อในประเทศยากจนทั่วโลกต้องเสียชีวิตวันละเกือบหนึ่งหมื่นคน เป็นผลมาจากเงื่อนไขข้อตกลงทางการค้าสากลที่เอื้อการผูกขาดการค้าของบริษัทยาข้ามชาติโดยมีสิทธิบัตรยาเป็นเครื่องมือในการโก่งราคา

สิทธิบัตรยาคืออะไร
สิทธิบัตร คือ สิทธิที่ผู้ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งประดิษฐ์หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้รับในระยะเวลาหนึ่งแต่เพียงผู้เดียวในการผลิตและจำหน่าย เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เครื่องจักรกล เทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมทั้งยารักษาโรคซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตก็ได้กลายเป็นสินค้าที่สามรถผูกขาดได้โดยการมีสิทธิบัตร ภาจใต้เงื่อนไขข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศที่ว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา หรือ ทริปส์ (Agreement on Trade Related aspects of Intellectual Property Rights: TRIPs) ขององค์การการค้าโลก หรือ WTO
เหตุผลหนึ่งที่มักจะถูกนำมากล่าวอ้างถึงความจำเป็นของการมีสิทธิบัตรครอบคลุมยา ก็คือ เพื่อเป็นแรงกระตุ้น/แรงจูงใจในการค้นคว้ายารักษาใหม่ๆ ขึ้นมา แต่ปรากฏว่าหลังจากมีสิทธิบัตรยาเป็นกติกาสากล ยาได้กลายเป็นสินค้าโดยสมบูรณ์แบบที่มีมูลค่าและความหมายไม่ต่างอะไรกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น การค้นคว้าเพื่อหายารักษาโรคใหม่ๆ ส่วนใหญ่มุ่งไปที่โรคที่เป็นปัญหาในประเทศร่ำรวย เช่น ยารักษาโรคหัวใจ มะเร็ง รวมทั้งเอดส์ ฯลฯ และแน่นอน ตั้งราคาแพงจนผู้คนในประเทศยากจนเอื้อมไม่ถึง ในทางตรงกันข้าม โรคในเขตร้อนอย่าง มาเลเรีย วัณโรค ซึ่งยังเป็นปัญหาและสาเหตุการตายของผู้คนในประเทศยากจนที่มีกว่าค่อนโลก กลับไม่ได้รับการใส่ใจที่จะค้นคว้า เพราะมองว่าประเทศที่ยากจนเหล่านี้ไม่มีกำลังซื้อ จึงไม่อาจก่อผลกำไรทางธุรกิจได้มากเท่าที่ควร

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าวนี้ เราจึงเห็นว่า ยารักษาโรคซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของชีวิตมนุษย์ ไม่ควรจะต้องได้รับการปฏิบัติเสมอเหมือนสินค้าโดยทั่วไป ที่สำคัญคือ ไม่ควรให้มีสิทธิบัตรในยาอีกต่อไป

ผลกระทบจากการเจรจาเขตการค้าเสรี ไทย-สหรัฐ
การเจรจาแบบทวิภาคีที่เกิดขึ้นเป็นกระแสหลักในขณะนี้ วิสัยทัศน์ของรัฐบาลประเทศไทยในปัจจุบันคือมุ่งหน้าเข้าสู่การเจรจาแบบทวิภาคีอย่างเต็มตัว สำหรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อราคายาเมื่อรัฐบาลไทยทำคยวามตกลงเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคีกับสหรัฐ คือ บริษัทยายักษ์ใหญ่ในสหรัฐสามารถผูกขาดการจำหน่ายและตั้งราคายาได้ตามใจชอบในระยะเวลานานมากขึ้นจาก ๒๐ ปี เป็น ๑๕ ปี นั่นคือในการเจรจาจะมีการพ่วงข้อเสนอของสหรัฐที่เรียกว่า การผนวกข้อตกลงเพิ่มมากกว่าข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลก (ทริปส์ผนวก) ข้อเรียกร้องของสหรัฐเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ที่เรียกว่า 'ทริปส์ผนวก' มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับระบบยา ดังนี้
1. ให้มีการขยายการคุ้มครองสิทธิบัตร
2. ให้มีสิทธิผูกขาดในข้อมูลผลการทดสอบความปลอดภัยของยาและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
3. จำกัดการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ ห้ามเพิกถอนสิทธิบัตร และห้ามการนำเข้าซ้อน

การขยายเวลาคุ้มครองสิทธิบัตรให้มากกว่า ๒๐ ปี ตามกติกาเดิมนั้น สหรัฐอเมริกาอ้างว่าเพื่อทดแทนเวลาที่สูญเสียไปในกระบวนการขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรยาในประเทศไทย (ต้องอาศัยองค์ความรู้ทางเภสัชวิทยาเพื่อตรวจสอบดูว่าตัวที่มาจดสิทธิบัตรเป็นการคิดค้นใหม่ เป็นกรรมวิธีผลิตใหม่จริง ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยมีศักยภาพน้อยในการตรวจสอบ อาจใช้เวลานาน หรือต้องอาศัยการตรวจสอบของกรมทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศอื่นๆ)

การให้สิทธิผูกขาดในข้อมูลผลการทดสอบความปลอดภัยของยาและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง จะเป็นอุปสรรคต่อการผลิตยาชื่อสามัญในประเทศ นั่นคือ แม้ว่าประเทศไทยโดยองค์การเภสัชกรรมจะทำการผลิตยาชื่อสามัญได้ (ทำวิจัยเอง) ก็ไม่สามารถอาศัยผลการทดสอบของยาต้นแบบที่ใช้ในการจดทะเบียนสิทธิบัตรได้อีก เพราะในข้อตกลงทวิภาคีกำหนดว่าห้ามกรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยแพร่ให้นำไปใช้ ดังนั้นทำให้ต้นทุนในการผลิตยาขององค์การเภสัชกรรมสูงขึ้นมาก (เนื่องจากต้องดำเนินการทดลองวิจัยทางคลินิก ที่ใช้ทุนสูงกว่าการทดสอบค่าชีวสมมูลกับยาต้นแบบ) จนไม่คุ้มค่ากับการผลิตเองเพราะราคาจะใกล้เคียงกับราคาที่แพงของยานั้นๆ เป็นการปิดประตูของการผลิตยาชื่อสามัญใหม่ๆ ที่จำเป็นเพื่อใช้ในประเทศ

ส่วนการบังคับใช้สิทธิโดยรัฐนั้น (ตามมาตรา ๕๑ พ.ร.บ.สิทธิบัตรของไทย) สหรัฐเรียกร้องให้จำกัดอยู่ภายใต้การตีความแบบเดิม คือการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ จะใช้ได้ต่อเมื่อรัฐบาลไทยมีความสามารถผลิตยาชื่อสามัญ (Generic) ได้เอง ไม่อนุญาตให้รัฐบังคับใช้สิทธิเพื่อนำเข้าจากบริษัทในประเทศอื่นๆ เช่น จากอินเดีย บราซิล รวมทั้งต้องมีการส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการทางศาลเพื่อให้พิจารณาว่ารัฐบาลนั้นๆ มีเหตุผลเพียงพอที่จะขอใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานกว่าจะมีการตัดสิน ทำให้เจตนารมณ์เดิมของกฎหมายที่ต้องการให้มีความรวดเร็วในการใช้สิทธิกรณีเร่งด่วนที่จำเป็นต่อชีวิตของประชาชนหมดความสำคัญลง และทำไม่ได้จริง ในขณะที่การเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อให้เกิดการคุ้มครองทางด้านสาธารณสุขในข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญา (ทริปส์) ในเวทีพหุภาคีได้รุกคืบไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้บริโภคมากขึ้นแล้ว ดังนั้นการยอมรับเงื่อนไขนี้เสมือนกับเป็นการถอยหลังเข้าคลองในเรื่องการพิทักษ์รักษาประโยชน์ทางสุขภาพของประชาชน

นี่คือความเสียเปรียบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ที่เราได้ศึกษาจากข้อตกลงที่สหรัฐเจรจาทวิภาคีเขตการค้าเสรี (FTA) กับสิงคโปร์ จะเป็นอีกบทเรียนหนึ่งหลังจากบทเรียนอันเจ็บปวดที่ประชาชนไทยประสบ ในอดีต ๑๐ ปีที่ผ่านมา ในการที่ประเทศไทยอ่อนข้อยอมตามการกดดันของสหรัฐให้ประเทศไทยแก้กฎหมายสิทธบัตรก่อนเวลาที่กำหนดในการเจรจาการค้าโลก (ที่เปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาดำเนินการแก้กฎหมายภายในปี ๒๕๔๓ จากการกดดันทำให้ไทยยอมแก้ในปี ๒๕๓๕ ก่อนเส้นตาย ๘ ปี) ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนากระบวนการผลิตยาเพราะข้อจำกัดที่กำหนดไว้ในกฎหมายสิทธิบัตรใหม่ขยายจากเดิมที่คุ้มครองเฉพาะกรรมวิธีการผลิตเป็นคุ้มครองตัวยาด้วย บริษัทยาในประเทศไทยซึ่งเป็นอุตสาหกรรมยาในขั้นปลายคือผลิตยาที่วิจัยมาแล้ว จึงไม่สามารถคิดค้นผลิตยาชื่อสามัญโดยใช้กรรมวิธีใหม่ได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาที่มีสิทธิบัตร และราคาแพงขาดการรักษา ที่เห็นได้ชัดคือไม่ได้รับสิทธิการรักษาในระบบหลักประกันสุขภาพ

หากรัฐบาลไทยไม่ตระหนักเรื่องราคายาแพง ไม่ทบทวนบทเรียนที่ผ่านมาด้วยใจที่มีเมตตาธรรม การยอมรับเงื่อนไขด้านสิทธิบัตรยา โดยประเทศไม่มีศักยภาพในการผลิตยาต้นแบบได้เอง รวมทั้งระบบพัฒนาการคิดค้นผลิตยาใหม่ยังอ่อนแอ ขาดการสนับสนุนอย่างจริงจัง จะทำให้ประเทศต้องจ่ายเงินค่ายามากขึ้นในโรคเรื้อรังต่างๆ ในอนาคตอันใกล้ ส่งผลให้ความมั่นคงด้านสุขภาพสั่นคลอน ประชาชนที่เจ็บป่วยได้รับการดูแลรักษาที่ไม่สมศักดิ์ศรีและเสียชีวิต ประเทศต้องสูญเสียทรัพยากรบุคคลวันแรงงานจำนวนมหาศาลด้วยโรคเอดส์ มะเร็ง ไตวาย ดังนั้น การปกป้องราคายาจึงเป็นภารกิจ ที่รัฐต้องตระหนักว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ไม่สามารถนำไปแลกบนโต๊ะเจรจาทางการค้าที่เสียเปรียบ หรือยอมแลกกับธุรกิจการค้าสินค้าของนายทุนอื่นๆ

บทเรียนที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเรื้อรังต่างๆ ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอผลกระทบต่อกลุ่มของตนอย่างเสมอภาคกับภาคธุรกิจเอกชนอื่นๆ ข้อยืนยันจากผู้ได้รับผลกระทบจากเอดส์ คือรัฐบาลไทยต้องไมยอมรับในข้อเสนอจากสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับ 'ทริปส์ผนวก' ทั้งหมด รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐสภาเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้ชี้แจงผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินการเจรจาชองรัฐบาล ที่กำลังเร่งรีบให้เกิดขึ้นและเสร็จสิ้นในปี ๒๕๔๗ ต่อไป

 
 
 
เรื่องน่ารู้
คำประกาศสิทธิ ผู้ป่วย
สิทธิประโยชน์เรื่องยาต้านไวรัส
  - ประกันสังคม
  - หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
 เกาะติดงาน FTA
ระวัง 30 บาทล่มสลาย
แถลงประกาศชัยชนะเบื้องต้น
แถลงการณ์ "จุดยืน" เครือข่ายฯ
แถลงการณ์กลุ่ม "ศึกษาปัญหายา"
ฉันคือเด็กคนหนึ่ง
ข้อเท็จจริง 10 ประการ
เรื่องเล่าการชุมนุม FTA
การชุมนุมเอฟทีเอวันที่ 8-9 

 การชุมนุมเอฟทีเอวันที่ 10 

การชุมนุมเอฟทีเอวันที่ 13 

ภาพบางส่วนจากการชุมนุม
 
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย
494 ซอยนครไทย 11 ลาดพร้าว 101 คลองจั่น บางกะปิ กรุงเทพ 10240
โทร. (66)2377-5065 แฟกซ์ (66) 2377-9719 E-mail : tnpth@thaiplus.net