|
|
 |
| |
วิเคราะห์ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ
ในการเจรจาเอฟทีเอในบทว่าด้วยสิทธิบัตร |
|
|
 |
|
รองศาสตราจารย์
ดร. จิราพร ลิ้มปานานนท์
หน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม
คณะเภสัชศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
 |
|
|
|
|
|
การเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ
ในรอบที่หก ณ เชียงใหม่
เมื่อต้นเดือนมกราคม
มีข้อน่าสนใจหลายประเด็น
ทั้งในเรื่องของการชุมนุมเรียกร้องของประชาชนกลุ่มต่างๆ
โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อเอดส์มีมากกว่าครึ่งของผู้มาชุมนุม
และเนื้อหาการเจรจาโดยเฉพาะในบทที่ว่าด้วยสิทธิบัตร
และตามมาด้วยการลาออกจากการเป็นหัวหน้าทีมเจรจาของท่านทูตนิตย์
พิบูลย์สงคราม การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ
เป็นที่จับตามองของนักวิชาการ
องค์กรภาคประชาสังคม และสื่อต่างๆ
ทั้งนี้อาจเนื่องจากผลการเจรจาของสหรัฐฯ
กับประเทศต่างๆ ที่ผ่านมา
ล้วนส่งผลกระทบเชิงลบต่อประชาชนของประเทศต่างๆ
เหล่านั้น
โดยเฉพาะด้านการสาธารณสุขและระบบยา
แต่ในห้ารอบของการเจรจาไทย-สหรัฐฯ
ยังไม่มีประเด็นของสิทธิบัตร
จนถึงรอบที่หกที่สหรัฐฯ
ได้ยื่นข้อเรียกร้องในเรื่องของสิทธิบัตร
ซึ่งการเจรจาเปิดตลาดสินค้าโดยทั่วไปของคู่เจรจาอาจทำให้เกิดผลทางบวกทั้งสองฝ่ายได้บ้าง
ถ้าคู่เจรจามีข้อมูลที่ผ่านการถกเถียงวิเคราะห์อย่างรอบด้าน
แต่ในประเด็นเรื่องสิทธิบัตรนี้เป็นผลประโยชน์ฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ
โดยฝ่ายไทยเป็นฝ่ายเสียประโยชน์
จึงมีการตั้งคำถามว่า
แล้วทำไมต้องเจรจา
ประเทศไทยต้องการตลาดสหรัฐฯ
เพียงประเทศเดียวหรือ แล้วสหรัฐฯ
เจรจาเปิดตลาดให้เฉพาะประเทศไทยหรือ
คำตอบของรัฐบาลจึงออกมาว่า “ไม่ใช่
ไทยจึงต้องรีบเพื่อให้ได้ประโยชน์ก่อนประเทศอื่น”
แสดงให้เห็นชัดว่ารัฐบาลก็รู้ว่าผลประโยชน์ที่ได้นี้เป็นเพียงชั่วคราว
ซึ่งการรีบเร่งที่มิได้มีการเตรียมการอย่างดีย่อมนำไปสู่ข้อตกลงที่เสียเปรียบอย่างค่อนข้างถาวร
เป็นการเดินรอยตามความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากแนวคิดนี้ในอดีต
หรือจะเป็นจริงที่คนไทยลืมง่าย
ประเทศไทยยอมแลกสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ยากับการได้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือจีเอสพีในปี
2535
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอินเดียที่มีความรอบคอบ
ไม่อยากได้ผลประโยชน์ระยะสั้น
ไม่ยอมให้สิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ยาและใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ได้จากข้อตกลงทริปส์
พัฒนาอุตสาหกรรมยาจนปัจจุบันสามารถพึ่งตนเองได้
ถ้าข้อมูลเนื้อหาข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ
เรื่องสิทธิบัตร ในการเจรจาเอฟทีเอ
ที่เผยแพร่ผ่านเวปไซท์
www.bilaterals.com เป็นฉบับที่สหรัฐฯ
ยื่นในโต๊ะเจรจาจริง
ก็เป็นข้อเรียกร้องที่ละโมภอย่างมากของบรรษัทยาผ่านทีมเจรจาสหรัฐฯ
โดยฉกฉวยเอาประโยชน์ในทุกวิถีทาง
ทั้งๆ ที่เป็นการรับประโยชน์ซ้ำซ้อน
ต้องการผูกขาดตลาดสินค้ายาและการรักษาโรคที่เป็นสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิต
ทำลายระบบสาธารณสุขโดยเฉพาะระบบหลักประกันสุขภาพและทำลายโอกาสการพัฒนาเพื่อพึ่งตนเองทางยาของประเทศไทย
ภายใต้ข้อเรียกร้องในบทสิทธิบัตร
ซึ่งเนื้อหาในบทสิทธิบัตรนี้มีส่วนแถมมาด้วย
คือส่วนมาตรการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่ถูกควบคุม
นั่นคือ ยาและสารเคมีการเกษตร ทั้งๆ
ที่ไม่ใช่เรื่องสิทธิบัตรเลย
ก็ให้มีการผูกขาดตลาดจากการผูกขาดข้อมูล
ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ สรุปได้ดังนี้
1. เรียกร้องให้ไทยให้สิทธิบัตรพืช
และสัตว์
ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ไทยเป็นสมาชิก
UPOV 1991 ในบททั่วไป
โดยผลของข้อเรียกร้องทั้งสองในคนละที่ของข้อตกลงนี้เหมือนกัน
คือยอมให้สิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต
ซึ่งระบบสิทธิบัตร
คือระบบที่ได้ผลประโยชน์จากการต่อยอดความรู้เท่านั้น
โดยต้องมีความใหม่
มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น
และประยุกต์ใช้ทางอุตสาหกรรมได้
นั่นคือ
ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ
มีพืชสัตว์หลากหลายสายพันธุ์
จะไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากระบบนี้เลย
แต่สหรัฐฯ
สามารถเอาพืชสัตว์เหล่านี้ไปปรับปรุงพันธุกรรมก็เป็นเจ้าของแล้ว
2.
เรียกร้องให้ไทยให้สิทธิบัตรวิธีการวิเคราะห์โรค
การรักษาโรค และการผ่าตัด
ปกติองค์ความรู้เหล่านี้เกิดขึ้น
เพื่อพัฒนาการสาธารณสุข
เป็นองค์ความรู้ผสมผสานจากงานวิจัยมากมาย
ผู้วิจัยคิดค้นต้องการเผยแพร่
เพื่อให้มีการต่อยอด และบูรณาการ
เพื่อจะได้นำไปใช้ประโยชน์ได้
ซึ่งระบบสิทธิบัตรก็มิได้ให้ผลตอบแทนต่อผู้คิดค้นเพิ่มขึ้น
แต่ทำให้อุตสาหกรรมเป็นเจ้าของการคิดค้น
และผูกขาดการใช้ประโยชน์
นอกจากนี้วิธีการวิเคราะห์โรค
การรักษาโรค และการผ่าตัด
มิได้ทำได้สำเร็จด้วยตัวเอง
ต้องใช้ยาหรือสารเคมีควบคู่ไป นั่นคือ
มีการได้สิทธิผูกขาดซ้ำซ้อน
การใช้วิธีการวิเคราะห์ที่แพงควบคู่ไปกับยาหรือสารเคมีที่แพงจากสิทธิบัตรทั้งคู่
ซึ่งข้อเรียกร้องนี้ของสหรัฐฯ
ไม่พบในเอฟทีเอที่สหรัฐฯ
ได้ทำกับประเทศต่างๆ ที่ผ่านมา
นี่หรือคือสิ่งที่มหามิตรอย่างสหรัฐฯ
ทำกับประเทศไทย
3.
ไม่ให้มีการคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรก่อนการออกสิทธิบัตร
นั่นคือ
ไม่ยอมให้มีการตรวจสอบจากสาธารณะก่อนการออกสิทธิบัตร
เมื่อได้รับสิทธิบัตรก็ได้รับประโยชน์ผูกขาดตลาดอย่างสมบูรณ์แล้ว
กว่ากระบวนการเพิกถอนหรือคัดค้านหลังการออกสิทธิบัตรต้องใช้เวลาเป็นปี
เพิ่มค่าการจัดการและภาระทางศาลทรัพย์สินทางปัญญา
4. จำกัดการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ
เป็นไปอย่างลำบาก หรือไม่สามรถใช้ได้
จำกัดให้ใช้ได้เฉพาะเมื่อประเทศมีอุบัติเหตุฉุกเฉินเท่านั้น
และการจ่ายค่าตอบแทนต้องครอบคลุมอย่างสมบูรณ์ทั้งหมดของการใช้สิทธิ
5.
ขยายอายุสิทธิบัตรเพื่อชดเชยความล่าช้าจากกระบวนการจดสิทธิบัตร
4 ปีนับจากวันยื่นคำขอ หรือ 2
ปีนับจากวันยื่นให้พิจารณาคำขอ
แทนที่จะทำข้อตกลงร่วมมือพัฒนาระบบการจดสิทธิบัตรให้มีคุณภาพ
ทั้งๆ ที่หลายการศึกษา พบว่า
สิทธิบัตรในประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาไม่มีคุณภาพ
มีคำขอมากมายที่เป็นคำขอที่ไม่สมควรได้รับสิทธิบัตร
ก่อให้เกิดปัญหาสิทธิบัตรที่ไม่มีวันตาย
(ever greening patent)
แต่กลับมาเร่งรัดเวลาให้เกิดปัญหาเพิ่มขึ้น
6.
ถ้าการออกเอกสารสิทธิบัตรขึ้นอยู่กับการให้สิทธิบัตรในประเทศอื่น
ต้องขยายอายุสิทธิบัตรตามการชดเชยอายุสิทธิบัตรในประเทศนั้นด้วย
7.
ขยายอายุสิทธิบัตรเพื่อชดเชยความล่าช้าจากการขึ้นทะเบียนตำรับยาทั้งในประเทศไทย
และระยะเวลาการขึ้นทะเบียนตำรับยาในต่างประเทศ
ทั้งๆ
ที่กระบวนการจดสิทธิบัตรและการขึ้นทะเบียนตำรับยาไม่เกี่ยวข้องกันเลย
และมาตรการการขึ้นทะเบียนตำรับยาเพื่อกลั่นกรองให้เฉพาะยาที่มีประสิทธิผลและความปลอดภัยออกสู่ตลาด
การเร่งรัดนี้อาจส่งผลให้คุณภาพการกลั่นกรองลดลง
ความเสี่ยงต่ออันตรายของผู้ใช้ยาเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนั้นยังต้องขยายอายุสิทธิบัตรตามเวลาการขึ้นทะเบียนตำรับยาในต่างประเทศด้วย
เช่น ยาสหรัฐฯ
ที่มาขอขึ้นทะเบียนตำรับยาในไทย
ต้องแสดงเอกสารรับรองการขายในสหรัฐฯ
(Certificate of Free Sale)
ถ้าการขึ้นทะเบียนตำรับยาในสหรัฐฯ
ใช้เวลา 5 ปี
และเมื่อกระบวนการขึ้นทะเบียนตำรับยาในไทยล่าช้าอีก
5 ปี
ประเทศไทยต้องขยายอายุสิทธิบัตรของยาสหรัฐฯ
อีก 10 ปี เป็นต้น
8.
ต้องให้โอกาสผู้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร
แก้ไขคำขอได้อย่างน้อย 1 ครั้ง
นั่นคือเปิดโอกาสให้มีการจองการจดสิทธิบัตรในสิ่งที่ยังไม่ค้นพบ
9.
ลดคุณภาพของข้ออ้างสิทธิในสิทธิบัตรโดยไม่จำเป็นต้องมีการทดลองได้
และไม่จำเป็นต้องประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม
เพียงแสดงว่ามีความจำเพาะ มีแก่นสาร
และน่าเชื่อถือว่าใช้ประโยชน์ได้ก็พอ
ของแถมที่ยัดเยียด:
มาตรการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่ถูกควบคุม
1.
ผูกขาดข้อมูลยาใหม่และสารเคมีการเกษตรใหม่
5 และ 10 ปี ตามลำดับ
ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะใช้ในการขึ้นทะเบียนตำรับในไทยหรือต่างประเทศ
นั่นคือ กรณีที่หนึ่ง
ถ้าได้ให้ทะเบียนตำรับยาใหม่แล้ว
จะไม่ให้ทะเบียนตำรับยาชื่อสามัญภายใน
5 ปี
หรือกรณีที่สองถ้ายาใหม่ที่มาขอขึ้นทะเบียนตำรับยาในไทย
และใช้ข้อมูลประสิทธิผลและความปลอดภัยเดียวกับที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาแล้วในต่างประเทศ
ก็สามารถผูกขาดตลาด 5 ปี
นับจากวันได้รับทะเบียนตำรับยาในไทย
ผลของข้อนี้คือการผูกขาดตลาดยาใหม่อย่างสมบูรณ์อย่างน้อย
5 ปี
นับจากวันที่ได้ทะเบียนตำรับยาในไทย
ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะนำเสนอในไทย
หรือเป็นข้อมูลที่ได้นำเสนอแล้วในต่างประเทศก็ตาม
2.
ผูกขาดข้อมูลคลินิกใหม่ของตัวยาเก่า 3
ปี
ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะใช้ในการขึ้นทะเบียนตำรับในไทยหรือใช้ในต่างประเทศมาแล้ว
นั่นคือ กรณีที่หนึ่ง
ถ้ามีการขึ้นทะเบียนตำรับยาที่มีตัวยาเก่า
ที่ต้องนำเสนอข้อมูลคลินิกใหม่
นอกจากชีวสมมูลของยา
จะได้รับการผูกขาดตลาดยานั้น 3 ปี
หรือกรณีที่สอง
ถ้ามีการขึ้นทะเบียนตำรับยาที่มีตัวยาเก่า
ที่ต้องนำเสนอข้อมูลคลินิกใหม่ที่ใช้ในการขึ้นทะเบียนในต่างประเทศ
นอกจากชีวสมมูลของยา
จะได้รับการผูกขาดตลาดยานั้น 3 ปี
เช่นกัน
ผลของข้อนี้คือการผูกขาดตลาดตัวยาเก่าที่มีข้อมูลคลินิกใหม่
ต่อไปอีกอย่างน้อย 3 ปี
นับจากวันที่ได้ทะเบียนตำรับยาในไทย
ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะนำเสนอในไทย
หรือเป็นข้อมูลที่ได้นำเสนอในต่างประเทศมาแล้วก็ตาม
3.
ผูกขาดข้อมูลการใช้ใหม่ของสารเคมีการเกษตรตัวเก่า
10 ปี
ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะใช้ในการขึ้นทะเบียนในไทยหรือต่างประเทศ
ผลของข้อนี้คือการผูกขาดตลาดสารเคมีทางการเกษตรตัวเก่าที่มีการใช้ใหม่อย่างน้อย
10 ปี นับจากวันที่ได้ทะเบียนในไทย
ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะนำเสนอในไทย
หรือเป็นข้อมูลที่ได้นำเสนอในต่างประเทศก็ตาม
4.
ถ้ายาหรือสารเคมีการเกษตรข้างต้นมีสิทธิบัตร
และหมดอายุก่อนการผูกขาดข้อมูล
ก็ไม่มีผลให้การผูกขาดตลาดจากการผูกขาดข้อมูลหมดไป
5.
ต้องมีมาตรการป้องกันมิให้การขึ้นทะเบียนตำรับยาที่มีการละเมิดสิทธิบัตร
และต้องแจ้งให้เจ้าของสิทธิบัตรทราบถึงการขึ้นทะเบียนตำรับยานั้น
บทสรุปของแถมนี้ชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องสิทธิบัตร
แต่เป็นเรื่องของมาตรการขึ้นทะเบียนตำรับยา
โดยนำมาตรการนี้มาใช้ประโยชน์ทางการค้า
ย่อมส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและความปลอดภัยจากการใช้ยา
ดังนั้น
ทีมเจรจามีเหตุผลของการไม่ยอมรับในเรื่องที่ไม่อยู่ในกรอบการเจรจา
ที่เป็นของแถมที่ยัดเยียด
ในมาตรการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่ถูกควบคุม
ตลอดจนไม่ยอมรับข้อเรียกร้องที่มากเกินมาตรฐานทริปส์
(ทริปส์พลัส) ในทุกข้อ
โดยเฉพาะการขยายขอบเขตของสินค้าที่ให้สิทธิบัตร
ไม่ว่าพืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิต
วิธีการวินิจฉัยโรค การรักษา
และการผ่าตัด
และหวังว่าทีมเจรจาไทยจะใช้ประโยชน์จากบทวิเคราะห์นี้เพื่อปกป้องคนไทยให้สามารถเข้าถึงยาและบริการทางสาธารณสุข
ไม่ยอมเสียอธิปไตยเหนือชีวิตกับผลประโยชน์ทางการค้าชั่วคราว
หรือตัวเลขจีดีพีที่หลอกลวง |
|
|
|
|
|
 |
|
 |
 |
เรื่องน่ารู้ |
|
|
|
เกาะติดงาน
FTA |
|
|
ฉันคือเด็กคนหนึ่ง |
|
|
เรื่องเล่าการชุมนุม
FTA |
|
|
|
|
|
|