คำถามยอดฮิต

การตรวจเลือดอาจไม่ได้มีกำหนดระยะเวลาว่าผลเลือดจะมีอายุนานเท่าไหร่ ต้องตรวจซ้ำบ่อยแค่ไหน ซึ่งระยะเวลาของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของตัวเอง เช่น ผลของการตรวจเลือดเมื่อ 1 มิถุนายน คือ ผลเลือดของพฤติกรรมเสี่ยงเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม แต่หากระหว่างนั้น เช่น 15 พฤษภาคม คุณมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ผลเลือดในวันที่ 1 มิถุนายน จะไม่ใช่ผลเลือดของพฤติกรรมเสี่ยงล่าสุด

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ คุณต้องประเมินความเสี่ยงครั้ง “ล่าสุด” ของตัวเองให้ถูกต้อง เพื่อผลการตรวจที่แม่นยำมากขึ้น

ที่สำคัญ ป้องกันตัวเองทุกครั้ง กับทุกคน เพื่อป้องกันการรับเชื้อเอชไอวี

การตรวจเลือดก่อนแต่งงานไม่ใช่การป้องกันเอดส์ แต่เป็นเพียงการรู้ผลเลือดเมื่ออดีตจนถึง 1 เดือนก่อนหน้าวันที่คุณตรวจเท่านั้น ซึ่งการป้องกันเอดส์ที่ดีที่สุดในกรณีการมีเพศสัมพันธ์คือ ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งกับทุกคน เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการรับเชื้อฯ

ถ้าคุณพร้อม .. การตรวจเลือด ก็จะทำให้คุณได้รู้ผลเลือดของตัวเอง ซึ่งจะทำให้คุณได้เข้าสู่การรักษาได้ทันท่วงที หากติดเชื้อเอชไอวี

หากผลการตรวจเลือดออกมาเป็นลบ เป็นไปได้สองอย่าง อย่างแรก หมายความว่า ร่างกายคุณไม่ได้รับเชื้อเอชไอวี จากความเสี่ยงครั้งล่าสุด (ซึ่งต้องเป็นความเสี่ยงนับย้อนหลังไป 1 เดือนก่อนการตรวจเลือด ) อย่างที่สอง ถ้าความเสี่ยงครั้งล่าสุดผ่านมาเป็นระยะน้อยกว่า 1 เดือน แล้วมาตรวจเลือด อาจจะ ได้รับเชื้อมาแล้ว แต่อยู่ช่วงเวลาที่ยังอาจตรวจไม่พบการติดเชื้อ ( หรือระยะ “วินโดว์พีเรียด” (window period) หรือ อาจจะไม่มีเชื้อจริงๆ ก็ได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ คุณต้องประเมินความเสี่ยงครั้ง “ล่าสุด” ของตัวเอง  ให้ถูกต้อง เพื่อผลการตรวจที่แม่นยำมากขึ้น และหากไม่ต้องการตกอยู่ในภาวะ “เสี่ยง” อีกครั้ง การใช้ถุงยางอนามัยเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยคุณได้

การตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีมีด้วยกัน 2 แบบ คือ ตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวีโดยตรง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง โดยสามารถตรวจได้หลังจากมีความเสี่ยง 5 วันขึ้นไป แต่บ้านเราไม่นิยมตรวจคัดกรองด้วยวิธีนี้ กับอีกวิธีหนึ่ง คือ การตรวจหาสารแอนติบอดี้ ต่อเชื้อไวรัส ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อ ซึ่งร่างกายจะสร้างสารแอนติบอดี้ขึ้นมาภายใน 1 – 3 เดือนหลังจากได้รับเชื้อ ซึ่งการตรวจแบบนี้จะทำได้ง่าย และมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าแบบแรก แต่ทั้งนี้การตรวจเพื่อให้ผลเลือดที่แม่นยำจะต้องทำหลังจากมีความเสี่ยงไปแล้วประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีจนมีปริมาณมากพอที่จะตรวจพบการติดเชื้อ ส่วนผลเลือดนั้น ขึ้นอยู่กับระบบการจัดการของแต่ละหน่วยบริการ บางแห่ง ก็รอรับผลได้เลยภายในวันตรวจ บางแห่ง อาจจะรู้ผลภายใน 3 – 7 วัน

การตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี อาจไม่ได้มีกำหนดระยะเวลาว่าปีหนึ่งควรจะตรวจกี่ครั้ง ขึ้นอยู่กับการประเมิน “ความเสี่ยง” ของตัวคุณเอง แต่อย่างไรก็ดี ผลของการตรวจเลือดในครั้งนั้นๆ จะเป็นผลเลือดในอดีต จนถึง 1 เดือนก่อนหน้าวันที่คุณตรวจ ซึ่งการตรวจบ่อยครั้งอาจไม่จำเป็นเท่ากับการรู้จักประเมินความเสี่ยงของตัวเองให้ถูกต้อง และหาทางป้องกันหรือลดความเสี่ยงลง

เวลาที่เราบริจาคเลือด เขาจะตรวจดูความเข้มข้นของเลือด กรุ๊ปเลือด ส่วนการตรวจหาเชื้อเอชไอวีนั้น จะทำในห้องปฏิบัติการ เช่นเดียวกับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี/ซี และซิฟิลิส หลังจากที่เราบริจาคเลือดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม หากผลเลือดมีปัญหา เช่น ติดเชื้อเอชไอวี ทางศูนย์บริการโลหิตจะมีจดหมายแจ้งให้กับผู้บริจาคเลือดคนนั้นๆ ว่าผลเลือดไม่ชัดเจน ให้มาตรวจเลือดซ้ำอีกครั้ง เพื่อยืนยันผล

ผลของการตรวจเลือดเอชไอวี จะเป็นความลับ มีเพียงแค่คุณ กับหน่วยบริการเท่านั้นที่จะรู้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ให้บริการตรวจเลือดจะรู้ผลเลือดของคุณ แต่ก็ไม่มีสิทธิที่จะไปบอกผลเลือดของคุณให้คนอื่นรู้ หากคุณไม่ยินยอมหรืออนุญาต เช่นเดียวกัน คุณก็ไม่มีสิทธิที่จะไปรู้ผลเลือดของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง สามี ภรรยา หรือเป็นแฟนกันก็ตาม เพราะไม่ว่าจะเป็นผลเลือด หรือประวัติด้านสุขภาพอื่นๆ ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ที่หากเจ้าตัวไม่ยินยอม ผู้ให้บริการก็ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

กรณีที่ผลเลือดออกมาเป็นบวก หมายความว่า ร่างกายคุณได้รับเชื้อเอชไอวี ซึ่งในกรณีที่ผลเลือดเป็นบวก จะมีการตรวจซ้ำผลอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าไม่มีการตรวจผิดพลาดแต่อย่างใด นั่นแปลว่า สามารถเชื่อถือผลเลือดนั้นได้

อย่างไรก็ตาม แม้คุณจะมีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกาย แต่คุณก็ไม่แตกต่างจากคนทั่วไป เพราะเราไม่สามารถดูออกได้ว่าใครติดเชื้อจากรูปลักษณ์ภายนอก ปัจจุบันนี้ “เอดส์รักษาได้” ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาว หากได้รับการรักษาที่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบัน การรับการรักษาเรื่องเอชไอวี/เอดส์ ทำได้ทุกโรงพยาบาล สามารถไปขอรับบริการที่โรงพยาบาลตามสิทธิได้เลย ทุกระบบหลักประกันสุขภาพ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย 

ไม่ว่าคุณจะใช้สิทธิการรักษาแบบใด ทั้งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม ก็สามารถรับบริการได้ที่หน่วยบริการหรือโรงพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งของรัฐและเอกชนทุกแห่ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีนี้ อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้กับคนไทย ได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง

แต่ถ้าไม่อยากใช้สิทธิ จะจ่ายค่าตรวจเอง ค่าบริการที่หน่วยบริการของรัฐ ราคาอยู่ที่ประมาณ 80-300 บาท ขณะที่ภาคเอกชน จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 300-800 บาท

การตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี จะเริ่มตรวจก็ต่อเมื่อ เรามีความ “เสี่ยง” จาก 2 กรณีที่พบได้บ่อยคือ จากการมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย กับการใช้เข็มฉีดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นร่วมกันกับผู้อื่น หรือในกรณีเด็กแรกเกิดที่คลอดจากแม่ที่มีเชื้อเอชไอวี

เมื่อประเมินตัวเองได้แล้วว่าคุณมีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อจากทางใดทางหนึ่งที่กล่าวมา การตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวีก็มีความจำเป็น เพราะเมื่อประเมินตัวเอง และตรวจหาเชื้อฯ ได้เร็วแค่ไหน จะทำให้การเข้าถึงการรักษาเป็นไปอย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องรอให้ร่างกายเกิดภาวะเจ็บป่วยก่อน

หากผลการตรวจเลือดออกมาเป็นลบ เป็นไปได้สองอย่าง อย่างแรก หมายความว่า ร่างกายคุณไม่ได้รับเชื้อเอชไอวี จากความเสี่ยงครั้งล่าสุด (ซึ่งต้องเป็นความเสี่ยงนับย้อนหลังไป 1 เดือนก่อนการตรวจเลือด ) อย่างที่สอง ถ้าความเสี่ยงครั้งล่าสุดผ่านมาเป็นระยะน้อยกว่า 1 เดือน แล้วมาตรวจเลือด อาจจะ ได้รับเชื้อมาแล้ว แต่อยู่ช่วงเวลาที่ยังอาจตรวจไม่พบการติดเชื้อ ( หรือระยะ “วินโดว์พีเรียด” (window period) หรือ อาจจะไม่มีเชื้อจริงๆ ก็ได้

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ คุณต้องประเมินความเสี่ยงครั้ง “ล่าสุด” ของตัวเอง  ให้ถูกต้อง เพื่อผลการตรวจที่แม่นยำมากขึ้น และหากไม่ต้องการตกอยู่ในภาวะ “เสี่ยง” อีกครั้ง การใช้ถุงยางอนามัยเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยคุณได้