|
แถลงการณ์กลุ่มศึกษาปัญหายา
“ชีวิตคนไทยหรือผลประโยชน์มหาศาลของบรรษัทยาข้ามชาติสหรัฐฯ”
ภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ
วันพุธที่ 11 มกราคม
2549
ในการเจรจาข้อตกลงการค้าหรือเอฟทีเอระหว่างไทยและสหรัฐฯรอบที่หก
ที่จัดขึ้น ณ โรงแรมเชอราตัน
เชียงใหม่ ระหว่างวันที่
9 – 13
มกราคม 2549
นั้น
มีหัวข้อสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของคนไทยในการเข้าถึงยา
ซึ่งสหรัฐฯเป็นฝ่ายต้นเรื่อง คือ
เรื่อง สิทธิบัตรยา
สิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต
ทั้งๆที่เป็นเรื่องสำคัญ
สหรัฐฯได้ผิดสัญญาที่ว่าจะส่งเนื้อหาเรียกร้องเพื่อให้ทีมเจรจาของไทยได้มีเวลาพิจารณาและทำความเข้าใจล่วงหน้าให้ในวันที่
4 มกราคม
2549
ก่อนที่จะเริ่มการประชุมในวันพุธที่
11
มกราคม นี้
แต่สหรัฐฯกลับใช้อุบายจัดส่งให้ในห้องประชุมเลย
เพื่อไม่ให้ฝ่ายไทยตั้งตัวทัน
แม้ว่าก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีไทยเคยกล่าวไว้ว่าการเจรจาไม่มีกรอบเวลา
จะเจรจาจนทุกฝ่ายพอใจ
เป็นชัยชนะของทั้งสองฝ่ายแล้วจึงลงนาม
แต่ขณะนี้
นายกรัฐมนตรีคนเดียวกันนี้กลับป่าวประกาศและสำทับซ้ำว่า
การเจรจาผ่านมาห้ารอบแล้วยังไม่มีความคืบหน้าจำเป็นต้องรีบจบภายในเดือนเมษายนปีนี้
ซึ่งเป็นเงื่อนเวลาที่รัฐบาลสหรัฐฯ
ได้กำหนดไว้แล้ว
นอกจากนี้ นักวิชาการ
วุฒิสภา กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ
รวมทั้งกลุ่มศึกษาปัญหายา
และเครือข่ายประชาสังคมไทยที่ติดตามศึกษาข้อมูลเรื่องเอฟทีเอตั้งแต่รอบแรกของการเจรจา
มีการทวงถามและเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลการเจรจาตั้งต้นมาตลอด
และได้รับคำตอบว่าเรื่องสิทธิบัตรยายังไม่มีการเรียกร้องจากฝ่ายสหรัฐ
ฯ เมื่อขณะนี้สหรัฐฯ
ได้กำหนดเป็นหัวข้อการเจรจาในรอบนี้และต้องการจบโดยเร็ว
รัฐบาลไทยกลับสนองตอบโดยฉับพลัน
เช่นนี้ทำให้เข้าใจได้ว่าชีวิตและสุขภาพของคนไทยมิได้อยู่ในการจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาล
แม้ว่านายกทักษิณให้คำพูดไว้ว่าเรื่องสิทธิบัตรยาเป็นเรื่องสำคัญ
จึงเป็นวาทะที่ไม่มั่นใจได้นัก
จากการศึกษาโดยทีมงานกลุ่มศึกษาปัญหายา
ในด้านผลกระทบที่เกิดจากข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ
จากการทำเอฟทีเอของสหรัฐฯกับประเทศต่างๆ
เช่น จอร์แดน สิงคโปร์ มอรอกโก
ออสเตรเลีย และบาร์เรน เป็นต้น พบว่าถ้าไทยรีบร้อนและยอมทำตามคำสั่งหรือเรียกร้องซึ่งมักเป็นข้อเรียกร้องที่มากกว่าข้อตกลงในองค์การการค้าโลก
หรือที่เรียกกันว่า
“ทริปส์พลัส”
จะส่งผลทำให้ราคายาแพงจนคนไทยเข้าไม่ถึงยา
และอุตสาหกรรมยาในประเทศถูกดองไม่ให้มีโอกาสในการพัฒนาเลย
ดังนั้น กลุ่มศึกษาปัญหายา
จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย ดังนี้
1.
เปิดเผยรายละเอียดข้อเรียกร้องของสหรัฐฯทุกเรื่อง
เพื่อประเมินผลประโยชน์และผลเสียต่อระบบสาธารณสุขไทย
2.
ข้อเรียกร้องที่ยอมไม่ได้เกี่ยวกับสิทธิบัตร
คือ
·
ขยายอายุการผูกขาดตลาดยายาวนานขึ้นกว่าข้อตกลงพหุภาคีทริปส์
โดยสหรัฐฯ กำหนดขยายอายุสิทธิบัตร จาก
20 ปี
เป็น 25
ปี
·
ขอผูกขาดตลาดยารูปแบบใหม่ด้วยการผูกขาดข้อมูลผลทดสอบเกี่ยวกับยาและผลิตภัณฑ์
(Data exclusivity)
5
ปี
·
จำกัดการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิและการนำเข้าซ้อน
มาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการผูกขาดตลาดจากระบบสิทธิบัตรยาที่ระบุในข้อตกลงทริปส์และการสาธารณสุข
·
การให้สิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต
ทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์
3.
ข้อเรียกร้องที่ยอมไม่ได้ ที่ห้ามอย.
รับขึ้นทะเบียนตำรับยาชื่อสามัญทางยาของยาที่ติดสิทธิบัตร
กลุ่มศึกษาปัญหายา
(กศย.)
Drug Study Group
(DSG)
เลขที่ 695 ถนนจรัญสนิทวงศ์
12
เขตบางกอกใหญ่
กรุงเทพฯ
10600
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์
ประเทศไทย
494
ลาดพร้าว
101 บางกะปิ
กรุงเทพฯ 10240
กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน
801/8
งามวงศ์วาน 27
ซอย 5
อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
|