|
ความไม่ชัดเจนต่อการตีความคำว่า
"เขตอำนาจแห่งรัฐ"
ในรัฐธรรมนูญ
ทำให้กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน
(เอฟทีเอ ว็อทช์)
นักวิชาการ
และรักษาการวุฒิสมาชิกจำนวนหนึ่ง
เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
3
ประเด็น
คือ
1.ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย
เป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจแห่งรัฐ
ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา
224
วรรคสองหรือไม่
2.การลงนามความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียของรัฐบาลไทยโดยใช้มติคณะรัฐมนตรี
(วันที่
11
พฤษภาคม 2547)
ไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา
224
วรรคสองหรือไม่
3.ถ้าการลงนามความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียของรัฐบาลไทยขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา
224
วรรคสอง
การลงนามความตกลงฯดังกล่าวจะมีผลเป็นโมฆะหรือไม่
และถือว่ารัฐบาลที่อนุมัติเปิดเอฟทีเอทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ
เป้าหมายของเอฟทีเอ ว็อทช์
และพวก คือ
การนำคำวินิจฉัยนี้ไปเป็นบรรทัดฐานในการระงับการเจรจาหรือลงนามกับประเทศคู่เจรจาที่กำลังดำเนินการอยู่
ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นหรือสหรัฐ
พร้อมกับให้รัฐบาลยกเลิกการเปิดเอฟทีเอกับประเทศที่ลงนามแล้ว
เช่น ออสเตรเลีย
การหยิบออสเตรเลียมาเป็นต้นแบบในการขอคำวินิจฉัยครั้งนี้
เพราะเป็นประเทศที่เปิดเอฟทีเอสมบูรณ์แบบทั้งการค้าและบริการ
ขณะที่ประเทศอื่นๆ
ไทยเลือกเปิดเสรีเฉพาะด้านก่อน
โดยกลุ่มดังกล่าวเห็นว่า
ข้อบทในหลายมาตราภายใต้เอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย
มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง
"เขตอำนาจแห่งรัฐ"
จึงจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ
มาตรา 224
วรรคสอง
ก่อนหน้านี้ เมื่อปี
2543
เคยมีปัญหาความขัดแย้งการตีความคำว่า
"เขตอำนาจแห่งรัฐ"
ในกรณีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ
โดยกระทรวงการต่างประเทศ
เห็นว่า "เขตอำนาจแห่งรัฐ"
หมายถึง
เขตหรือพื้นที่ในทะเลซึ่งอยู่นอกอาณาเขตหรือดินแดนไทย
เป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะและเขตไหล่ทวีป
ดังนั้น คำว่า
"เปลี่ยนแปลงเขตอำนาจแห่งรัฐ"
ในรัฐธรรมนูญ
จึงหมายถึงการเปลี่ยนแปลงของเขตของพื้นที่ในทะเล
แต่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากลับเห็นว่า
คำว่า "เขตอำนาจแห่งรัฐ"
ไม่ได้หมายถึงพื้นที่
แต่หมายถึงการใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐ!!
นอกจากนี้
ในการประชุมใหญ่กรรมการร่างกฎหมายได้วางหลักว่า
"สนธิสัญญาที่เปลี่ยนแปลงอำนาจนิติบัญญัติของไทยต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา"
รวมทั้งอธิบายเพิ่มเติมว่า
"ถ้าเขตอำนาจรัฐหมายความเฉพาะแต่พื้นที่ที่ไทยมีอำนาจอธิปไตยไม่เต็มที่
แต่สัญญาที่เปลี่ยนแปลงเขตอำนาจรัฐบางส่วนตลอดทั่วทั้งราชอาณาจักร
กลับไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา
ก็จะเกิดผลประหลาด
ซึ่งผลทางหลักกฎหมายไม่ควรเป็นเช่นนั้น"
และในสมัยรัฐบาลนายชวน
หลีกภัย
ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า
อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพเป็นหนังสือสัญญาที่มีบท
"เปลี่ยนแปลงเขตอำนาจแห่งรัฐ"
ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
เพราะเอื้ออำนวยให้รัฐภาคีอื่นได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมของตนได้ด้วย
ทำให้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพต้องเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภา!!
ซึ่งในกรณีเอฟทีเอ
หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในทิศทางเดียวกัน
ก็เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับข้อตกลงทั้งที่จัดทำไปแล้ว
และอยู่ระหว่างการเจรจา
จึงไม่น่าแปลกใจว่า
รัฐบาลออสเตรเลียก็ติดต่อไปยังเอฟทีเอ
ว็อทช์
ทันทีเพื่อขอรายละเอียดคำร้องดังกล่าวทันที
นายอัทธ์
พิศาลวานิช
ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ซึ่งติดตามศึกษาผลกระทบการทำเอฟทีเอมาตลอด
ให้ทรรศนะในเรื่องนี้ว่า
หากคำวินิจฉัยออกมามีผลให้การทำเอฟทีเอที่ผ่านมาเป็นโมฆะ
จะเกิดผลกระทบหลายประการ
ที่เห็นชัดคือ
ยอดการค้าของธุรกิจที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันจะลดลงทันที
เช่น กลุ่มสิ่งทอ
เครื่องนุ่มห่ม เครื่องหนัง
หรือรถยนต์ขนาดเล็ก
กลุ่มนี้เชื่อว่าหลังเปิดเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ
การส่งออกจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย
20%
นอกจากนี้
ยังจะทำให้เกิดการชะงักงันของการลงทุนใหม่ๆ
ที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังเกิดขึ้น
รวมไปถึงการหายไปของเงินทุนต่างชาติ
ที่หวังจะเข้ามาขยายตลาดและยอดขายจากการใช้สิทธิประโยชน์ผ่านเอฟทีเอ
ซึ่งส่วนใหญ่ได้วางแผนลงทุนรองรับ
5-10
ปีข้างหน้าไปแล้ว
หรืออาจถึงขั้นล้มละลายสำหรับรายที่สายป่านไม่ยาวนัก
โดยข้อเท็จจริงแล้ว
หลายฝ่ายเห็นว่าภายใต้การแข่งขันของตลาดโลก
การจัดทำข้อตกลงเอฟทีเอเป็นเรื่องที่จำเป็น
แต่กระแสคัดค้านที่ต่อเนื่องและรุนแรง
ก็เนื่องจากความเร่งรีบในการทำข้อตกลง
และผลกระทบที่ปรากฏออกมา
จนเกิดความระแวง
ความไม่ไว้วางใจ
ว่ารัฐได้มีการเจรจาโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่เหมาะสม
ชอบธรรม
และมีความได้เปรียบเสียเปรียบที่ใกล้เคียงกับคู่เจรจามากน้อยแค่ไหน
รวมทั้งเนื้อหาของการเจรจาและข้อตกลงเป็นผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง
ไม่มีการบิดเบือนเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อครอบครัวคนใกล้ชิดหรือพรรคพวกของกลุ่มคนเพียงกลุ่มหนึ่งหรือไม่!!
ซึ่งรัฐบาลสามารถขจัดความระแวงดังกล่าวได้
ด้วยกระบวนการเจรจาที่โปร่งใส
ผ่านการตรวจสอบจากรัฐสภา
เหมือนสหรัฐที่จะต้องขอความเห็นชอบในการเจรจาจากรัฐสภาทุกครั้ง
โดยที่ไม่ต้องกลัวเลยว่ายักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐที่เป็นคู่ค้าหลักของไทย
จะไม่พอใจยกเลิกการเจรจา
เพราะล่าสุดผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐก็ออกมายืนยันว่า
ไม่คิดจะล้มเลิกการเจรจากับไทย
อย่างไรก็ตาม
นักวิชาการส่วนหนึ่งกลับเห็นว่าเอฟทีเอที่เซ็นสัญญาและมีผลบังคับใช้แล้วก็ควรดำเนินไปตามข้อตกลงนั้น
และหยุดกระบวนการทั้งหลายสำหรับประเทศที่อยู่ระหว่างการเจรจา
หรือจะมีการเจรจา
เพื่อไม่ให้เสียความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
และหันกลับมาตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ว่าไทยมีความพร้อมจริงหรือที่จะเปิดเสรีการค้าเพิ่ม
โดยเฉพาะกับประเทศที่มีความพร้อมมากกว่าอย่างสหรัฐและญี่ปุ่น
โดยอย่ามองเพียงแค่การผลักดันตัวเลขการส่งออกต่อปีให้เกิน
1
แสนล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
เพราะหากดูสถิติการค้าระหว่างไทยกับประเทศคู่เจรจาเอฟทีเอในไตรมาสแรกปีนี้
จะเห็นถึงความถดถอย
อย่างอินเดียที่ไทยเคยส่งออกและดุลการค้าสูง
แต่เมื่อมีการลดภาษีให้กันแล้ว
82
รายการ
กลับส่งออกเพิ่มเพียง
1.99%
ขณะที่นำเข้าเพิ่มขึ้น
74.23%
หรือมูลค่าการค้า 2
ฝ่าย
ระหว่างไทย-ออสเตรเลีย
กลับติดลบ 0.03%
รวมถึงการถดถอยของการค้าระหว่างไทย-นิวซีแลนด์
6
เดือนหลังของเอฟทีเอ
ที่การค้าลดลงจาก
36% เหลือ
10%
ส่วนประเทศที่ยังไม่เปิดเอฟทีเออย่างสหรัฐและญี่ปุ่น
ไทยกลับส่งออกได้เพิ่มขึ้น
21.15% และ
9.98%
ตามลำดับ
ขณะที่นำเข้าเพิ่มเพียง
0.32%
และ
0.12%
ตามลำดับ
โดยสัดส่วนการค้าผ่านกลุ่มประเทศเอฟทีเอยังไม่ถึง
10%
|