|
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์
ที่ผ่านมา
ตัวแทนเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์
ประเทศไทย เข้าหารือกับนายพินิจ
จารุสมบัติ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ในกรณีที่บริษัท Glaxo Smith
Kline (GSK)
ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตรยา
ซีโดวูดีน (AZT) + ลามิวูดีน
(3TC)
แบบรวมเม็ดเดียวในต่างประเทศ
มีชื่อทางการค้าว่า COMBID
ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสเอชไอวีที่กำลังจะได้รับสิทธิบัตรในประเทศไทย
นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์
กล่าวว่า การให้สิทธิบัตรยา
คอมบิด แก่บริษัทแกล๊กโซ
เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง
และทางกระทรวงสาธารณสุขต้องคัดค้านเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน
ที่ผ่านมาทางเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์
ประเทศไทย
และองค์กรพัฒนาเอกชนได้ต่อสู้กับเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี
2540 จนถึงวันนี้ 8 ปีเต็ม
โดยได้ยื่นคัดค้านการให้สิทธิบัตรแก่ยาดังกล่าวเพราะไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ
แต่สุดท้ายคำอุทธรณ์ที่ได้ยื่นให้คณะอนุกรรมการสิทธิบัตรพิจารณาก็ตกไป
และคณะกรรมการสิทธิบัตรเตรียมพิจารณาให้สิทธิยาคอมบิดภายในสัปดาห์นี้
ดังนั้นการมาพบรัฐมนตรีสาธารณสุขครั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้ใช้อำนาจทางการเมืองช่วยยับยั้งไม่ให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกสิทธิบัตรแก่ยาตัวดังกล่า
หากการยับยั้งครั้งนี้ไม่เป็นผล
ก็ต้องการให้กระทรวงสาธารณสุขประกาศเจตนารมณ์ในการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ
เพื่อให้องค์การเภสัชกรรมสามารถผลิตยาคอมบิดได้ต่อไป
เพราะขณะนี้มีผู้ติดเชื้อที่ใช้ยาสามัญขององค์การเภสัชกรรมเกือบ
5000 คน
เพราะถูกกว่ายาต้นแบบถึง 5 เท่า
( ยาสามัญ 1,500 บาทต่อเดือน
ยาต้นแบบของบริษัท GSK 8,600
บาทต่อเดือน)
มิเช่นนั้นจะเป็นภาระแก่งบประมาณของประเทศถึงที่จะเพิ่มมากขึ้นถึง
400
ล้านบาทต่อเดือนจากยาเพียงตัวเดียวเท่านั้น
นอกจากนี้ ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงการพิจารณาให้สิทธิบัตรของคณะกรรมการว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
เพราะผู้เชี่ยวชาญบางคนมีผู้ใกล้ชิดดำรงตำแหน่งบริหารในบริษัทดังกล่าว
ทางด้าน นายพินิจ จารุสมบัติ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
กล่าวว่า
ตนได้ต่อสายตรงถึงปลัดกระทรวงพาณิชย์
และมีคำสั่งให้มีการชะลอการให้สิทธิบัตรยาคอมบิดไว้ก่อน
รายงานข่าวแจ้งว่า วันพรุ่งนี้
(7 กุมภาพันธ์ 49)
กระทรวงพาณิชย์
โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะมีการประชุมกันเพื่อหารือว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
และจะมีการหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขโดยเร่งด่วน
นายไชยยศ จิรเมธากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
เป็นตัวแทนนายพินิจ จารุสมบัติ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ชี้แจงว่า ในขั้นต้นนี้
ได้มอบหมายให้นายณรงค์ศักดิ์
อังคะสุวพลา
รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข
เป็นประธานในการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อสรุปเสนอรัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุข
โดยเร่งด่วน
"ข้อสรุปเบื้องต้น
แม้จะยังไม่ได้ในตอนนี้
แต่เราไม่ปล่อยให้คนไทยเดือดร้อน
กระทรวงสาธาณสุขจะดำเนินการเต็มที่เพื่อที่จะยับยั้งเรื่องนี้
แต่ ณ
วินาทีนี้ยังไม่เห็นเงื่อนไข
องค์ประกอบทางกฎหมาย
จึงยังไม่กล้าให้ในสิ่งที่ยังไม่รู้
แต่ขอให้สบายใจว่ากระทรวงสาธารณสุขจะทำเต็มที่
อย่างเลวร้ายที่สุด
จะให้องค์การเภสัชกรรมสามารถผลิตยาแยกเม็ดได้ต่อไป"
นายไชยยศกล่าว
ทางด้านนายไพศาล จงอนุรักษ์
ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อ
ภาคกลาง กล่าวว่า
ไม่เห็นด้วยกับการให้สิทธิบัตรง่ายๆเช่นนี้
ทั้งๆที่ยาดังกล่าวไม่ใช่ยาใหม่
และองค์การเภสัชกรรมก็ผลิตได้มานานแล้ว
ถ้า GSK
ได้สิทธิบัตรยาดังกล่าวไป
จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่บริษัทอื่นๆ
"หากผู้ติดเชื้อเกือบ
5,000 คน
จะไม่ได้ยาขององค์การเภสัชกรรม
ต้องเปลี่ยนเป็นกินยาแยกเม็ด
เพราะยาคอมบิดได้สิทธิบัตร
หมายความว่า
ผู้ติดเชื้อต้องกินยามื้อละ 8
เม็ด เช้าและเย็นไปตลอดชีวิต
ให้ลองคิดดูว่าเป็นอย่างไร"
นายณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา
รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข
กล่าวว่า
โดยหลักการเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาไม่เห็นด้วยในการนำเอายาเก่ามาผสมกันแล้วขอจดสิทธิบัตร
เพราะทำให้ประเทศเราเสียผลประโยชน์ในด้านสิทธิบัตร
ส่วนการเข้าถึงยานั้น ขณะนี้
ทางเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา
(อย.)
กำลังศึกษาเรื่องการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ
เรื่องยาจึงไม่ต้องเป็นห่วง
อย่างไรก็ตาม
เราก็จะสู้เพื่อให้ได้ยาที่สะดวกและดีที่สุด
เพราะครั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขก็ตกเป็นจำเลยด้วย
หากยาคอมบิดได้สิทธิบัตร
ทั้งนี้
เภสัชกรหญิงวีรวรรณ แตงแก้ว
รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา
(อย.)
กล่าวว่าการจดสิทธิบัตรเป็นหน้าที่ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา
ซึ่งที่ผ่านมาทางอย.เคยขอเข้าไปเป็นคณะกรรมการร่วมด้วยแต่กรมทรัพย์สินทางปัญญามีคณะกรรมการต่างหาก
อย่างไรก็ตามองค์การเภสัชกรรมก็ผลิตยาตัวดังกล่าวในชื่อ
ซิลาเวียร์
มาขอขึ้นทะเบียนกับอย.ด้วย
ส่วนในประเด็นการทำเอฟทีเอกับสหรัฐ
จริงๆแล้วเห็นว่าไม่ควรรีบเร่งการเจรจา
เพราะมีหลายสาขาที่เสียเปรียบ
ไม่มีความพร้อม
อีกทั้งสหรัฐอเมริกาก็มีการเรียกร้องเกินกว่าปฏิญญาโดฮา
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์
ประเทศไทย
|