|
 |
| ส.ส.อเมริกากดดันยูเอสทีอาร์ถอนไทยออกจาก ประเทศต้องจับตามองพิเศษ |
35 ส.ส.อเมริกา กดดันยูเอสทีอาร์ ถอนประเทศไทยออกจาก ประเทศต้องจับตามองพิเศษ ให้คำตอบภายใน 9 ก.ค.2550 ขณะที่ หมอมงคล ปลื้มเดินสายชี้แจงมะกันเป็นผล ยันเดินหน้าทำซีแอลยา 3 ตัวแน่นอน
นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้รับจดหมายแจ้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สหรัฐอเมริกา 35 ท่าน นำโดย ส.ส.เฮนรี เอ แวกซ์แมน (Henry A. Waxman) ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2550 ว่า ได้ร่วมลงชื่อในหนังสือถึง มิสซูซาน ซี สวัป (Ms. Susan C. Schwab) ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา หรือยูเอสทีอาร์ (USTR) โดยเรียกร้องให้ยูเอสทีอาร์ถอนประเทศไทยออกจากประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List : PWL) โดยให้เหตุผลว่าการกระทำของสหรัฐฯต่อประเทศไทย ในการที่จัดประเทศไทยเข้าไปอยู่ในประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ โดยมีข้อความพาดพิงถึงการไม่เคารพในเรื่องของสิทธิบัตรและความไม่โปร่งใสของประเทศไทยในการออกมาตรการบังคับใช้สิทธิบัตรโดยรัฐที่อ้างอยู่ใน ยูเอสทีอาร์ สเปเชียล 301 รีพอร์ต 2007 (USTR Special 301 Report 2007) นั้น ถือเป็นการแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มีท่าที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้สิทธิตามสิทธิบัตร ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการยอมรับกันทั่วโลกภายใต้มาตรการยืดหยุ่นของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศและข้อตกลงที่ประกาศที่กรุงโดฮา ภายใต้องค์การการค้าโลก (Doha Declaration on TRIPS and Public Health) ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ทุกประเทศสามารถใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิโดยรัฐได้เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไม่จำเป็นต้องเจรจากับผู้ทรงสิทธิบัตรก่อน
นพ.มงคล กล่าวต่อว่า หนังสือระบุด้วยว่าการกระทำของประเทศไทยในการออกมาตรการบังคับใช้สิทธิครั้งนี้ ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ป่วยไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ป่วยในประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายประเทศทั่วโลกด้วย ดังจะเห็นตัวอย่างจากการที่บริษัท แอ็บบอต ลาบอราตอรีส์ (Abbott Laboratories) ได้ประกาศลดราคายา คาเลคตร้า (Kaletra) ยาต้านเอชไอวี/เอดส์ ที่เป็นยาต้นแบบ ลงกว่าครึ่งหนึ่งของราคาเดิม และการที่มูลนิธิ คลินตันสามารถเจรจาต่อรองราคายา ชื่อสามัญของยาโลพินาเวีย (Lopinavir)/ริโทนาเวีย (Ritonavir) และยาเอฟฟาไวเรนซ์ (Efavirenz) ได้ที่ราคาถูกมากจนทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ในประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายประเทศทั่วโลกมีโอกาสเข้าถึงยาราคาถูกลงได้จำนวนมากขึ้น
นพ.มงคล กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ส.ส.ทั้ง 35 ท่าน ยังแสดงความกังวลเพิ่มเติมในเรื่องแนวโน้มของความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะถูกตัดสิทธิในเรื่องระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือจีเอสพี (Generalized System of Preferences : GSP) สำหรับทองและสินค้าประเภทอื่นๆ อีกด้วยโดยขอให้ ยูเอสทีอาร์ ตอบข้อเรียกร้องภายใน 9 กรกฎาคม 2550 ซึ่งเรื่องนี้
นพ.มงคล กล่าวต่อว่า การดำเนินการสนับสนุนประเทศไทยครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ดีที่เป็นผลมาจากการที่ได้มีการไปหารือและชี้แจงกับบุคคลในวุฒิสภาและรัฐสภา รวมทั้งองค์กรต่างๆ ในสหรัฐฯ โดยเฉพาะการที่ได้มีโอกาสเข้าพบและหารือกับ ส.ส.แวกซ์แมน ซึ่งเป็นแกนนำในการทำหนังสือถึงยูเอสทีอาร์ ฉบับนี้ ทำให้หลายๆ ฝ่ายเกิดความเข้าใจและเห็นใจมากขึ้น
ส่วนสถานการณ์การทำซีแอลของเราขณะนี้ก็ไม่ได้หยุด และไม่เกี่ยวกับการที่ไทยจะตัดจีเอสพี เพราะเราต้องถูกตัดจีเอสพีสินค้าบางประเภทอยู่แล้ว แต่การจะทำอะไรก็ต้องดูจังหวะ ยาที่มีการบังคับใช้สิทธิก่อนหน้านี้ 3 ตัว อย่างไรก็จะเดินหน้าต่อแน่แต่ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียดทั้งยาสามัญที่จะมีการนำเข้าและในส่วนที่จะต้องเริ่มผลิตเอง ดูหลายๆ อย่างดังนั้นต้องให้เวลาในการทำด้วยนพ.มงคล กล่าว
อนึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จำนวน 22 ท่าน ซึ่งนำโดย ส.ส.แวกซ์แมน ก็ได้เคยร่วมลงนามในหนังสือถึงยูเอสทีอาร์ เรื่องการสนับสนุนการดำเนินการของไทยในเรื่องมาตรการบังคับใช้สิทธิมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2550 โดยขอไม่ให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯหรือรัฐบาลสหรัฐฯดำเนินการแทรกแซงการดำเนินการดังกล่าวของไทย ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ถูกกฎหมายและถูกหลักมนุษยธรรม
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 21 มิถุนายน 2550
|
|
|