|
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์
ตัวแทนเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์
ประเทศไทย จำนวน 50 คน
เข้าพบปลัดกระทรวงพาณิชย์
เพื่อติดตามความคืบหน้าการให้สิทธิบัตรยา
คอมบิด
ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนยื่นจดทะเบียนและพิจารณาคำคัดค้าน
โดยอนุคณะกรรมการสิทธิบัตรยาและคณะกรรมการสิทธิบัตรยา
นายกมล อุปแก้ว
ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์
ประเทศไทย ชี้แจงว่า
การมากระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้นอกจากติดตามความคืบหน้าของการให้สิทธิบัตรยาคอมบิดแล้ว
ยังเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ในการพิจารณาให้สิทธิบัตรยา
โดยให้มีผู้รู้
ผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชกรรมมากกว่าหนึ่งคน
และควรให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(อย.)
หรืออาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเภสัชกรรมเข้าไปมีส่วนร่วม
อีกทั้งขอให้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสของคณะกรรมการชุดปัจจุบันที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทยาที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนกันอยู่
แต่เป้าหมายสูงสุดคือไม่ต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ให้สิทธิบัตรยาคอมบิด
เพราะยาเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคน
หากตลาดยาถูกผูกขาด
คนก็จะเข้าไม่ถึงยา
นายการุณ กิตติสถาพร
ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า
กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานทางราชการ
ต้องยึดตามขั้นตอนที่มีอยู่
จึงไม่สามารถเปลี่ยนคณะกรรมการตามอำเภอใจได้
เนื่องจากคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาชีพที่หลากหลายได้รับการแต่งตั้งจากความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
คณะกรรมการจึงไม่ได้แต่งตั้งให้พิจารณาการออกสิทธิบัตรเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้นแต่จะดูแลในหลายๆเรื่องเรียกได้ว่าเป็นคณะกรรมการครอบจักรวาล
นายการุณ กล่าวต่ออีกว่า
ในส่วนผลประโยชน์ทับซ้อนที่เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯได้ร้องเรียนมานั้น
ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการ
แต่โดยปกติเราไม่สามารถเอาตัวคณะกรรมการออกได้
เพราะไม่ได้ทำผิดอะไร
หากคณะกรรมการชุดนี้มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้องจริง
เขาสามารถถอนตัวจากการพิจารณาการออกสิทธิบัตรเฉพาะเรื่องนี้ได้
ส่วนการเพิ่มสัดส่วนของคณะกรรมการต้องกลับไปดูในแง่ของกฎหมายว่าสามารถทำได้หรือไม่
หากทำไม่ได้
กรมทรัพย์สินทางปัญญาสามารถเชิญคนนอกที่มีความรู้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม
แน่นอนว่าการจดสิทธิบัตรมีขั้นตอนที่กำหนดโดยกฎหมาย
โดยหน้าที่ตนแล้วไม่สามารถลัดขั้นตอนได้
แต่การพิจารณาในแต่ละเรื่อง
ตนก็มีสิทธิ
มีวิจารณญาณในหลายๆส่วนที่เราสามารถตีความได้ว่าอันนี้ดำอันนี้ขาว
เราจะช่วยกันตรงนี้ อย่างไรก็ดี
กระทรวงพาณิชย์จะยึดเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก
นายการุณ กล่าว
อธิบดีกรมทรัพย์สินแจงสิทธิบัตรยาคอมบิดยังอยู่ขั้นต้น
นายคณิสสร นาวานุเคราะห์
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
กล่าวว่า
กระบวนการให้สิทธิบัตรยามี 2
ขั้นตอน คือ
การตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น
เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการและอนุคณะกรรมการพิจารณาเนื้อหา
ในขั้นนี้เปิดโอกาสให้มีการคัดค้านและอุทธรณ์
ซึ่งการขอสิทธิบัตรยาคอมบิดยังอยู่ในขั้นนี้
เมื่อคณะกรรมการมีการพิจารณาแล้วไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร
ก็ต้องส่งเรื่องมายังกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเป็นไปตามขั้นตอนที่
2 คือการตรวจสอบความใหม่ของยา
ซึ่งกรมทรัพย์สินฯจะพิจารณาตามข้อมูลที่ได้เพิ่มเติม
(ไม่ใช่ข้อมูลเก่าของคณะกรรมการ)
แม้คณะกรรมการจะตัดสินให้สิทธิบัตรแล้ว
เครือข่ายฯสามารถฟ้องร้องไปยังศาลของกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้อีก
ดังนั้น กรมทรัพ์สินทางปัญญาจึงเปิดโอกาสให้ผู้เสียผลประโยชน์คัดค้านได้หากเห็นว่าผลการตัดสินไม่เป็นที่พอใจ
นายบริพัตร ดอนมอญ
ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์
ภาคตะวันออก แสดงความเห็นว่า
หากกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้สิทธิบัตรยาคอมบิด
เป็นการฆ่าผู้ติดเชื้อทั่วประเทศ
ทำให้ผู้ติดเชื้อเข้าถึงยายากขึ้น
ดังนั้นการให้สิทธิบัตรยาต้องรอบคอบ
และกระทรวงพาณิชย์ต้องอยู่ข้างประชาชน
เพราะหากมีการออกสิทธิบัตรยาง่ายๆจะทำให้บริษัทยารายอื่นเข้ามาขอจดสิทธิบัตรในประเทศไทย
ท้ายที่สุดประชาชนก็ต้องใช้ยาแพง
อนึ่ง บริษัทแกล๊กโซ สมิธไคล์น (GSK)
ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตรยา ซีโดวูดีน
(AZT) + ลามิวูดีน (3TC)
แบบรวมเม็ดในต่างประเทศ
มีชื่อทางการค้าว่า คอมบิด
ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสเอชไอวี
(แต่ถ้าเป็นชื่อที่องค์การเภสัชกรรมใช้คือ
ซิลาเวียร์)
ขอจดสิทธิบัตรยาดังกล่าวในเมืองไทยเมื่อปี
2540 มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา
(มสพ.)
จึงยื่นคัดค้านการจดสิทธิบัตร
ด้วยเหตุผล ยานี้ไม่ใช่ยาใหม่
มีการใช้อย่างแพร่หลายแล้ว
ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
และการนำยาสองชนิดมารวมกัน
เป็นเพียงการคิดค้นและผลิตขั้นพื้นฐานในวงการเภสัชกรรม
ประกอบกับในประเทศไทย
ยาคอมบิดที่มีสิทธิบัตรของ GSK
ขายในราคา 8,346 บาท/เดือน
ยาตัวเดียวกันที่องค์การเภสัชฯผลิต
ขายในราคา 1,500 บาท/เดือน
|