|
เชียงใหม่,
ประเทศไทย
ตัวแทนภาคประชาสังคมไทยร่วมหารือเกี่ยวกับการประกาศนโยบายควบคุมยาเสพติดของรัฐบาลไทยในเวทีเสวนาองค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่
โดยมีตัวแทนขององค์กรพัฒนาเอกชนระดับท้องถิ่น
ระดับชาติ และระดับนานาชาติ
โครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ
(UNAIDS)
และสถาบันวิจัย เข้าร่วม
การประชุมนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องจากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
เฉลิม อยู่บำรุง
ประกาศเริ่มทำสงครามยาเสพติดในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
โดย รมต.เฉลิม
ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าจะใช้การปราบปรามขั้นเด็ดขาดแบบเดียวกับนโยบายปราบปรามยาเสพติดที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเคยใช้
ครั้งแรกที่มีการประกาศใช้นโยบายนี้ในปี
2546
ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณ
ชินวัตร
ผลปรากฏว่ามีผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ใช้ยาเสพติดถูกฆาตกรรมกว่า
2,800
คน
ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาสังคมทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ
ภาคประชาสังคมเกิดความกลัวว่านโยบายควบคุมยาเสพติดรอบใหม่จะทำให้ผู้ใช้ยาเสพติดหลบซ่อนตัว
และเข้าไม่ถึงบริการด้านสาธารณสุขที่จำเป็น
และอีกหลายชีวิตที่อาจต้องสังเวยไปกับนโยบายควบคุมยาเสพติดซึ่ง
รัฐบาลวางแผนจะประกาศในวันที่
2 เมษายน นี้
การปราบปรามยาเสพติดไม่ใช่เรื่องใหม่
ปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมานับสิบปีแล้ว
แต่เพิ่งมาไม่นานนี้
ที่องค์กรที่ทำงานกับผู้ใช้ยาเสพติด
และเอ็นจีโอได้เริ่มสนใจประเด็นนี้มากขึ้น
ซึ่งนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะร่วมกันจับตามองว่าเกิดอะไรขึ้น
และ
ช่วยผลักดันให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอย่างมีมนุษยธรรมและครอบคลุมทุกประเด็น
คุณคาเรน แคพริน
ผู้อำนวยการด้านนโยบายและการพัฒนา
กลุ่มรณรงค์เพื่อการรักษาเอดส์
กล่าว
เมื่อก่อนหลายคนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับชีวิตของผู้ใช้ยาเสพติดเท่าไหร่
ในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดนั้นอัตราการติดเชื้อเอชไอวีสูงถึง
50%
และตัวเลขไม่เคยลดลงเลยตลอดระยะเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา
แต่รัฐบาลก็ยังไม่มีการแก้ปัญหาในประเด็นนี้อย่างจริงจัง
ซึ่งสถานการณ์นี้
ทำให้ต้องมองย้อนกลับไปที่ความมุ่งมั่นและจริงจังของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีโดยรวม
ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีชื่อเสียงไปทั่วโลกถึงความพยายามในการแก้ปัญหาเอชไอวีและเอดส์
แต่กลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดยังไม่สามารถเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพและสังคมที่เหมาะสม
การแพร่เชื้อเอชไอวีในคนกลุ่มนี้ยังมีอัตราสูง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ผู้ใช้ยาเสพติดที่อยู่ในเรือนจำมีอัตราการติดเชื้อเอชไอวีมากเป็นสองเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ใช้ยาเสพติดทั่วไป
กระแสเกี่ยวกับนโยบายการควบคุมยาเสพติดทำให้มองเห็นอนาคตที่ไม่สดใสเท่าไหร่
แต่มาวันนี้รู้สึกภูมิใจที่หลายหน่วยงาน
หลายองค์กรเข้ามามีส่วนร่วม
เข้ามารับรู้สถานการณ์
แต่ผมไม่อยากจะคิดถึงอนาคตเพราะไม่แน่ใจว่ามันจะออกมาในเชิงบวกหรือลบ
คุณศักดา เผือกชาย
ประธานเครือข่ายผู้ใช้ยาเสพติดประเทศไทย
กล่าวแสดงความคิดเห็น
ถ้าเริ่มสงครามยาเสพติดอีกครั้ง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสมาชิกของเราจะต้องหลบซ่อนตัว
และจะไม่สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ
อีกทั้งยังจะเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่
คุณศักดากล่าวเพิ่มเติมว่า
การทำวิจัยจะต้องเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้ยาเสพติด
กลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับการแก้ปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด
ผู้กำหนดโยบายจะต้องรับฟังปัญหาที่แท้จริงจากผู้ใช้ย
าฯ ณ ปัจจุบัน ผู้ใช้ยาฯ
ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบไม่เคยมีสิทธิ
มีเสียงที่จะได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและจัดทำโครงการ
คุณศักดากล่าว
คุณวิวัฒน์ ตามี่
ผู้ประสานงาน
เครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง
กล่าวถึงนโยบายการปรามปรามยาเสพติดว่า
มาจากความคิดที่มีอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งมองชนเผ่าเป็นผู้ค้ายาเสพติด
และ
เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
การปราบปรามยาเสพติดทำให้เกิดปัญหาในชุมชน
หลายครอบครัวได้รับผลกระทบ
ผู้หญิงต้องเป็นม่ายและมีปัญหาเด็กกำพร้า
ผู้หญิงชนเผ่าจำนวนมากต้องขายบริการทางเพศเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัวคุณวิวัฒน์
กล่าว
ถึงแม้ว่ารัฐบาลไทยจะประกาศต่อสื่อมวลชนว่าไม่ได้มีความตั้งใจที่จะให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน
หรือใช้ความรุนแรงในการปรามปรามยาเสพติด
แต่จากประกาศนโยบายของ รมต.เฉลิม
ก็ทำให้ภาคประชาสังคมกังวลกับสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยในชีวิตและสิทธิในการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขของกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติด
จากการหารือในครั้งนี้
ได้มีความเห็นพ้องกันว่าการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม
ควรประกอบด้วยแนวทางที่สมดุลย์
ผสมผสาน
เพื่อแก้ปัญหาแบบองค์รวม
โดยเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานภายใต้ข้อตกลงสากล
วันนี้เป็นนิมิตรหมายอันดีและถือว่าเป็นโชคดีของผู้ใช้ยาเสพติด
ที่มีหลายองค์กรมาร่วมผลักดันเรื่องนี้
ซึ่งตัวผู้ใช้ยาฯ เอง
ถ้าจะไปผลักดันเรียกร้องก็คงจะทำอะไรได้ไม่มาก
ถึงแม้ว่าเราจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงก็ตาม
คุณศักดากล่าว
ตัวแทนภาคประชาสังคมยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญในการเจรจาในประเด็นนี้ต่อไปในอนาคต
ทั้งนี้จากการหารือ
กลุ่มผู้เข้าร่วมได้เสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับนโยบายควบคุมยาเสพติด
ดังต่อไปนี้
·
นโยบายควบคุมยาเสพติดควรมีความสมดุลย์
และควรนำบทเรียนจากงานด้านเอชไอวี/เอดส์ไปใช้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหา
·
ควรมีการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย
และควรจัดสรรงบประมาณเพิ่มมากขึ้นสำหรับการป้องกันและรักษาเอชไอวี/เอดส์
·
การปรับปรุงนโยบายปราบปรามยาเสพติดควรเปิดกว้างให้ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
เช่น ผู้ใช้ยาเสพติด
·
การลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดควรเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย
ควบคู่ไปกับการปราบปรามและการป้องกัน
·
ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรผลักดันให้มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติด
ซึ่งมีบริการด้านสุขภาพและการสนับสนุนด้านต่างๆ
·
การปราบปรามยาเสพติดไม่ได้เป็นเรื่องของกฏหมายเท่านั้น
แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทุกคนในสังคม
ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วม
ทั้งด้านสาธารณสุข
ด้านการศึกษา สื่อมวลชน
และคนในท้องถิ่น
·
รัฐบาลและภาคประชาสังคมควรทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนางานลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดแบบองค์รวมเพื่อลดผลกระทบจากยาเสพติดของประเทศไทย
และ
มุ่งเน้นให้เกิดการบริการที่ให้ประโยชน์สูงสุด
ข้อเสนอดังกล่าวมาจากผู้เข้าร่วมเวทีเสวนาองค์กรพัฒนาเอกชนประจำเดือนมีนาคม
ซึ่งเหล่านี้เป็นข้อความที่สำคัญและต้องทำงานสื่อสารกับสังคม
ในฐานะของตัวแทนผู้ใช้ยาเสพติดและภาคประชาสังคม
เราต้องการให้คุณสื่อสารกับเรา
พบปะกับเรา
และฟังความจริงจากเรา
เวทีเสวนาองค์กรพัฒนาเอกชนประจำเดือนมีนาคมจัดและดำเนินการโดย
เครือข่ายลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดแห่งเอเชีย
(AHRN)
กลุ่มรณรงค์เพื่อการรักษาเอดส์
(TTAG)
เครือข่ายสุขภาพและการพัฒนา
(HDN)
และสนับสนุนโดย
โครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ
(UNAIDS)
|